วิธี เจริญสติปัฏฐาน ด้วยฐานจิต

ถอดจากเทป โดย https://www.facebook.com/photo.php?fbid=966127580095345&set=a.845846942123410.1073741828.100000943355436&type=1

.หัดเจริญสติปัฏฐานให้ได้สติให้ได้ปัญญา…
ขั้นแรกทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง…ต้องทำ
ถ้าอยากได้มรรคผลนิพพานแล้วไม่ทำอะไรเลย
ไม่ได้กินหรอก กิเลสมันไม่ยอมเราง่ายๆนะ

ต้องอดทนต้องต่อสู้ อยากได้ของดี ต้องทำ
อยากจะพ้นทุกข์ต้องทำ

มันเรื่องอะไร…
พวกเราได้ยินได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว
จะต้องปล่อยชีวิตนะให้เป็นไปตามยถากรรม…
เหมือนสัตว์โลกที่ไม่เคยได้ยินธรรมะ

สัตว์โลกที่ไม่ได้ยินธรรมะ
มันโตขึ้นมาหาอยู่หากิน
มีลูกมีเมียออกลูกออกหลานไป
แล้วก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตายไป
ชีวิตเราต้องการแค่นั้นเหรอ..?
ต่ำต้อยขนาดนั้นเหรอ..?

งั้นเรามีโอกาส เรามีบุญวาสนานะ
ถือว่ามีบุญมากนะ…
คนที่ได้ยินได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแท้ๆเนี่ย

เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว
เราต้องลงมือทำกรรมฐานนะ
… .. … .. … .. … ..

ถือศีล ๕ ไว้ก่อน
แล้วก็ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง
เป็นเครื่องอยู่ของจิต มีเครื่องอยู่ของจิต
อย่างหลวงพ่อตอนเด็กๆนะ ใช้ลมหายใจ
เวลาจะทำความสงบนะใช้ลมหายใจ

แต่ตอนที่มาเจอหลวงปู่ดูลย์ มาเจริญปัญญาเนี่ย
หลวงพ่อใช้จิตตานุปัสนา ดูความรู้สึกของจิต
จิตดีก็รู้จิตชั่วก็รู้ คอยดูอย่างนี้นะ หัดดูไปเรื่อย

สุดท้ายปัญญามันจะเกิดนะ
มันจะเห็นเลย ทุกอย่างมันไม่ใช่เรา
ทุกอย่างมันไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี นี่เป็นปัญญาขั้นต้นนะ

ปัญญาขั้นสูงสุดก็คือ…
เมื่อตัวเราไม่มีแล้ว อะไรมีอยู่ ” ก็ทุกข์มีอยู่”
ขันธ์ ๕ นี้ คือตัวทุกข์

ทุกข์มีแต่ไม่มีเจ้าของ เพราะไม่มีเรานะ
ขันธ์มันทำงานไม่ใช่เราทำงาน
มันสักแต่ว่าทำงาน
พอว่าจิตไม่เข้าไปทำด้วยนะ
มันจะเป็นว่าขันธ์ทำงานอย่างเดียว
เค้าเรียกว่า เป็นแค่กิริยาของขันธ์
เป็นแค่กิริยาของขันธ์กิริยาของจิตที่ทำงาน
แต่ไม่มีการกระทำกรรม
มีการทำงานนะ แต่ไม่ใช่การกระทำกรรม
เพราะไม่มีโลภะเจตนาใดๆ เข้าไปเจือเลยนะ

เนี่ยต้องค่อยๆฝึกนะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องสู้แหละ
ก็ต้องสู้กันหลายปีแหละ
ยกเว้นคนที่มีบุญมากๆนะ
มีบุญมากๆอย่างบางท่าน
อย่างหลวงปู่บุดดา
หลวงปู่บุดดาภาวนาอยู่ ๓ พรรษาเอง ก็ไม่ทุกข์แล้ว
บางองค์ก็ภาวนาอยู่สิบกว่าพรรษา …๑๖ พรรษา
บางองค์ก็ภาวนาอยู่ไม่กี่เดือน
อย่างหลวงปู่ดูลย์เนี่ย ใช้เวลาสั้นมากเลย
เพราะอะไร..?
แต่ล่ะคนสะสมมาไม่เท่ากัน

บางคนเคยสะสมที่จะฝึกสติมา สติก็เกิดเร็ว
บางคนเคยฝึกจิตให้ตั้งมั่นด้วย มีสติด้วย
จิตก็ตั้งมั่นเร็ว
บางคนเคยฝึกแยกธาตุแยกขันธ์เจริญปัญญานะ
มันก็เจริญปัญญาเร็วนะ
ถ้าบารมีแก่กล้าพอ มรรคผลก็จะเกิดขึ้น
… .. … .. … .. … .. … ..

มีกรรมฐานที่ง่ายๆอยู่อันหนึ่ง
ที่อยากให้พวกเราเรียน
มันเป็นกรรมฐานที่เหมาะกับคนในรุ่นเรา
คือพวกคิดมาก พวกสมาธิน้อย
พวกเราเคยได้ยินคำว่าสมาธิสั้นมั๊ย
สมาธิสั้นเคยได้ยินมั๊ย…
เนี่ยคนที่ใช้ประโยคนี้ ไม่เคยรู้ความจริง
เพราะสมาธิก็เกิดทีละขณะจิตนะ
สั้นเท่ากันทุกคนแหละ
เพียงแต่ว่าบางคนนะมันเกิดซ้ำๆๆได้เยอะ
ของเรามันซ้ำๆได้ ๗ ขณะนะ
แล้วมันก็ฟุ้งซ่านหายไปอีกนานเลย
แล้วค่อยรู้สึกอีก๗ ขณะ

ของคนที่เค้าฝึกจิตฝึกใจมาดีนะ
ก็จะต่อด้วย ๗ ขณะ
ต่อด้วย ๗ ขณะ…แล้วต่อของเค้าไปเรื่อย
สมาธิก็ยาว ก็อยู่ที่ฝึกเอา
ของฟรีไม่มี ของดีต้องทำเอา

กรรมฐานที่ง่ายๆนะ
เหมาะกับคนที่ฟุ้งซ่านแบบพวกเราเนี่ย
คือการรู้ทันจิตใจของตัวเอง
หลวงพ่อสอนมาหนักหนาแล้วนะ
การดูจิตใจ ถ้าจิตเรามีกิเลสแล้ว เรารู้ทันนะ
กิเลสจะครอบงำจิตไม่ได้
ศีลอัตโนมัติจะเกิดขึ้น
ถ้าจิตมันหนีไปคิดเรารู้ทัน
จิตมันเคลื่อนไป ไหลไปคิดหรือไหลไปเพ่ง
เรารู้ทัน จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้น
คือสมาธิที่ถูกต้อง ก็จะเกิดขึ้น

แล้วเราก็จะเห็น
อย่างสมมติเราฝึกกรรมฐานสักอย่างหนึ่งนะ
พุทโธไปๆ หรือหายใจไปแล้วคอยรู้ทันจิต
จิตหนีไปเรารู้ จิตเคลื่อนไปเรารู้เนี่ย
ฝึกอยู่แค่นี้ไม่ต้องทำอะไรมากนะ
จิตหนีไปรู้ จิตเคลื่อนไปรู้เนี่ย
รับรองว่าไม่ผิดศีล

เพราะคนที่จะเกิดกิเลสได้นะ
จิตต้องเคลื่อนไปก่อน
ถ้าจิตเคลื่อนก็รู้ จิตมีโมหะขึ้นมาเราก็รู้แล้วนะ
กิเลสไม่มี กิเลสอื่นๆที่หยาบๆนะ เกิดขึ้นไม่ได้เลย
แต่โมหะนี้เคลื่อนกริ๊กๆๆเนี่ย
เมื่อกิเลสหยาบไม่เกิด
ศีลมันมีเอง ถือศีลเนี่ยง่าย

จิตเคลื่อนเรารู้ๆ เราได้สมาธินะ
แค่รู้จิตเคลื่อนเองนะ จะได้ทั้งศีลได้ทั้งสมาธิ
ต่อไปฝึกต่อ เห็นดูมันเคลื่อนเอง
เอ๊ะ!…มันเคลื่อนได้เอง จิตเคลื่อนได้เอง
จิตรู้ทันว่าเคลื่อน ก็รู้ได้เอง
พอรู้ทันว่าเคลื่อนแล้ว ก็ตั้งมั่นได้เอง
จิตนี้เป็นเอง จิตนี้เป็นอนัตตา ” นี่คือตัวปัญญา”

เพราะฉะนั้นการที่เราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งนะ
แล้วคอยรู้ทันจิตที่เคลื่อน อย่าไปบังคับให้นิ่ง
ให้รู้ทันจิตที่เคลื่อนนะ
ศีลสมาธิปัญญาจะเกิดขึ้นทั้งหมดเลย
ไม่ยากอะไรเลยนะ
… .. … .. … .. … ..

นี่หลวงพ่อไปเจอที่…
#หลวงตามหาบัวท่านสอนไว้นะ
นี่อุส่าไปนั่งจดมา…
ท่านบอกว่า…
#อาการของจิตทุกอาการที่เกิดขึ้น
#ต้องดับและแปรปรวน
#อย่าตื่นเงาของจิตตัวเอง #จะเดือดร้อน
#ความรู้ว่าเผลอและไม่เผลอ
#เป็นทางที่ถูกต้องแล้ว

เห็นมั๊ย…รู้ว่าเผลอ พอรู้ว่าเผลอปุ๊บก็ไม่เผลอ
อาการของจิตทุกอาการ
ที่เกิดขึ้นต้องดับและแปรปรวน
เช่นโลภ/โกรธ/หลง/สุข/ทุกข์ เกิดแล้วต้องดับ
มันแปรปรวน
จิตที่ตั้งมั่นเกิดแล้วก็ดับ จิตที่เคลื่อนเกิดแล้วก็ดับ
เนี่ยมันแปรปรวนเป็นอาการของจิต

#อย่าตื่นเงาของจิตตัวเองจะเดือดร้อน
คืออย่าไปวุ่นวายอย่าไปหลงกับอาการนะ

#ความรู้ว่าเผลอและไม่เผลอเป็นทางที่ถูกต้องแล้ว
#ความเสื่อมความเจริญเป็นอาการของโลก

เห็นมั๊ย ไม่ได้เอาเสื่อมไม่ได้เอาเจริญนะ
ไม่ใช่ว่าภาวนาแล้วทำยังไงจะเจริญนะ
แต่รู้เลย เสื่อมก็ยังงั้นแหละเจริญก็ยังงั้นแหละ
ทุกอย่างเกิดแล้วดับนะ
ความเสื่อมความเจริญเป็นอาการของโลก

#ให้รู้เท่า(ทัน) #ว่าผู้รู้ #เสื่อมหรือเจริญ
#นี่แหละเป็นธรรมที่คงที่

ใครเป็นคนรู้ว่าเสื่อมหรือเจริญ “จิตเป็นคนรู้”
พอเสื่อมจิตก็ยินร้าย ให้รู้ทันว่าจิตยินร้ายนะ
พอเจริญจิตยินดี รู้ว่าจิตยินดี

#ให้รู้เท่าว่าผู้รู้เสื่อมหรือเจริญ
#นี่แหละเป็นธรรมที่คงที่

#ความรู้เท่าทุกขณะนี้แลเป็นธรรมที่ยั่งยืน

#เราเป็นนักปฏิบัติ
#อย่าหลงตามอาการของความเสื่อมความเจริญ
#จงรู้ตามอาการ

เห็นมั๊ย…แค่ตามรู้อาการไม่ได้แทรกแซงมันนะ
มันเจริญก็รู้ /มันเสื่อมก็รู้/มันสุขก็รู้/มันทุกข์ก็รู้
มันดีก็รู้/มันชั่วก็รู้ แค่ตามรู้อาการของมันนะ
ไม่ได้ให้ไปแทรกแซงนะ

บอก จงรู้ตามอาการ
เห็นมั๊ย ใช้คำว่าตามเลยนะ
#จึงจัดว่าเป็นผู้ฉลาดในธรรม

อันนี้ท่านขยายความ ยกตัวอย่างบอก…
ดวงไฟยังมีดอกแสงมีสะเก็ดไฟ (ไฟที่ไหม้ฟืน)

#ดวงไฟยังมีดอกแสงควันไฟ

#ต้องแสดงความเกิดดับจากดวงไฟเป็นธรรมดา

เห็นมั๊ยสะเก็ดไฟออกมาแล้วก็ดับ
ควันออกมาแล้วก็ดับ

#จิตยังมีอาการเกิดเกิดดับดับซึ่งเกิดจากดวงจิต
#ต้องมีเช่นเดียวกัน

งั้นการเกิดดับไม่ใช่เพื่อไปแก้มันนะ
มันเป็นธรรมดามันต้องมี

#ข้อสำคัญอย่าหลงตาม
เสื่อมจงรู้ตาม เจริญจงตามรู้
เผลอหรือไม่เผลอ จงตามรู้ทุกอาการ
จึงจัดว่าเป็นความรู้เท่า(ทัน) ในอาการเกิดๆดับๆ
ของสิ่งเหล่านั้นด้วยปัญญาเสมอไป
นั่นแหละจัดว่าเป็นผู้รู้ จะรู้เท่าทันโลก
#และเรียนโลกจบ #จึงจะพบของจริง *

เห็นมั๊ยท่านสอนขนาดนี้เลยนะ
รู้จิตที่มัน หลงแล้วรู้ๆนี่นะ แล้วอย่าไปกลัว
บางช่วงมันรู้ได้เยอะ เจริญ
บางช่วงมันหลงเยอะก็เสื่อม อย่าไปตกใจ
อย่าไปตกใจกับความเจริญและความเสื่อม
อย่าไปตกใจกับความดีและความชั่ว
อย่าไปตกใจกับความสุขและความทุกข์
อย่าไปตกใจกับความสงบและความฟุ้งซ่าน

สิ่งที่เป็นคู่ๆอย่างนี้
เป็นอาการของจิตทั้งหมดเลยนะ
เป็นธรรมดาของโลกต้องเป็นอย่างนั้น
เราแค่ตามรู้ตามเห็นมันนะ
ด้วยใจที่ตั้งมั่นด้วยใจที่เป็นกลาง
นี่แหละเป็นทางที่จะออกจากโลกนะ

ท่านใช้คำนี้เลยว่า ” จะเรียนโลกจบ ”
จะเรียนโลกจบ ” จึงจะพบของจริง ”

เรียนโลกจบก็คือ
รู้แจ้งเห็นจริงนะว่ารูปนาม/ขันธ์ ๕ นี้ เป็นตัวทุกข์

ลำพังเห็นว่ารูปนาม/ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เราเนี่ย
ยังไม่จบนะ เป็นภูมิของพระโสดาบัน

ถ้าเรียนว่าร่างกายนี้เป็นตัวทุกข์
เป็นภูมิของพระอนาคาฯ

ถ้าเรียนรู้ว่าตัวจิตนี้แหละ คือตัวทุกข์
นี่คือภูมิของพระอรหันต์นะ
… .. … .. … .. … .. … ..

อะไรที่เรียกว่าโลก..?
รูปธรรมนามธรรมนี้แหละ
รูปโลกอรูปโลกนี้แหละ
คือตัวโลกนะ

ถ้าเรียนโลกจบ…
คำว่าโลกวิทูเคยได้ยินมั๊ย..?
โลกวิทูรู้แจ้งโลก…
รู้แจ้งโลก คือรู้แจ้งรูปนาม (ขันธ์ ๕)
สิ่งที่เรียกว่าโลก คือรูปกับนามนะ

ไม่ใช่โลกภูมิศาสตร์ดาวโน้นดาวนี้
อันนั้นของไม่สำคัญ อันนั้นเป็นโลกธรรมดา

โลกที่ชาวพุทธเราต้องเรียนเนี่ย
คือรูปธรรมนามธรรม
เราจะเรียนรู้โลกอันนี้ ถ้ารู้โลกแจ่มแจ้ง
จะรู้ว่าโลกนี้คือตัวทุกข์
รูปนามนี้คือตัวทุกข์ จิตจะวางรูปนามลง
จิตจะวางของจิตเอง ไม่มีใครสั่งจิตให้วางได้
(จิต)จะวางเองอัตโนมัติเลย

เมื่อจิตวางเองแล้วเนี่ย
ก็จะเข้ามาถึงคำสุดท้ายที่ท่านสอนบอกว่า
” จึงจะพบของจริง ”

* ของจริงนี้คือ พระนิพพาน *
เป็นของเที่ยงเป็นของสุข ไม่มีเจ้าของ

งั้นทำกรรมฐานนะ…
ถือศีล ๕ ไว้ก่อน แล้วทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง
ไม่ใช่เพื่อสงบ/ไม่ใช่เพื่อสุข/ไม่ใช่เพื่อดี
ไม่ใช่เพื่อวิเศษอะไรทั้งสิ้น
” แต่เพื่อรู้ทันจิตที่มันหนีไป ”

จิตเคลื่อนไปเรารู้ อย่าไปห้าม…เคลื่อนแล้วรู้ๆ
บางวันรู้ได้มากก็เรียกว่าเจริญ…ก็อย่าไปหลงดีใจ
บางวันมันไม่ยอมรู้…จิตมันเป็นอนัตตา
มันไม่ยอมรู้ ฟุ้งแหลก…ก็อย่าไปเสียใจ
ให้รู้ไปอย่างที่มันเป็นนะ
สุดท้ายมันก็จะเห็นว่าเจริญได้ ก็เสื่อมได้
เสื่อมได้ก็เจริญได้
ความเสื่อมและความเจริญเนี่ย
เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยอะไรไม่ได้

*…สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ความเจริญนะ
…เราต้องการให้จิตยอมรับความจริง…
ยอมรับความจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป *

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้มีแต่ทุกข์
…นอกจากทุกข์…
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น/ไม่มีอะไรตั้งอยู่/ไม่มีอะไรดับไป
ถ้าเห็นอย่างนี้ ถึงที่สุดแห่งทุกข์เลย

” เนี่ยวันนี้สอนให้จบหลักสูตรแล้วนะ
เพราะถึงนิพพานแล้ว ”

_/|\_ _/|\_ _/|\_

#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

วัดสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ไฟล์เสียง สวนสันติธรรม CD แผ่นที่ ๖๐
Flie : 580614 ธรรมเทศนาบางช่วง
ระหว่างนาทีที่ 13:35 — 26:11

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s