PK Jan 12 a.m.‏

เวลาในเมืองไทยของผมใกล้งวดเ้ข้าไปทุกทีแล้ว
เวลาส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปเพื่อพบปะเพื่อนฝูงแต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่ครบ
อยู่วันยังค่ำเพราะเพื่อนๆเขาแยกย้ายกันไปหมด เรียนอยู่บ้าง ทำงานบ้าง
อยู่บ้านบ้าง ก็กระจายกันไปทั่วทั้งโลก
ดังนั้น ถ้าได้มีโอกาสเจอเพื่อนคนใดได้แม้จะเจอได้เพียงสั้นๆ ค่อยๆตามไปทีละคน ก็จะพยายามดั้นด้นไปหา
อย่าง
วันก่อนก็ได้ไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่ในการกลับมาครั้งนี้ ผมตั้่งใจจะเจอมาก
เพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นคนสนใจทางชีววิทยามากๆเหมือนกัน และ
หลายปีก่อนโน้น ได้สัญญาว่าจะเอาเท๊กซ์บุ๊กมาฝาก ครั้งนี้ก็ได้เวลาเสียที
อุตส่าห์หอบหิ้วเท๊กซ์บุ๊กหนาๆมาจากเยอรมัน
ไอ้ตัวผมก็เสียดาย
เนื่องจากว่ามันแพงอยู่เอาการ วันที่จะเอาไปให้ตั้งท่าอ่านเท็กซ์หนาๆหนักๆ
บนรถไฟฟ้า รถเอนไปเอนมา ผมก็เอนไปเอนมา พาลเท็กซ์จะตกลงทันใด
แต่ก็อ่านพอได้เนื้อหาอยู่
แต่เจ้ากรรมคุณพระช่วย อยู่ดีๆก็มีมือที่สามยื่นมาอุ้มหนังสือเรา เป็นมือขนดกๆ มองขึ้นไปเป็นหน้าเครียดๆของฝรั่งคนหนึ่ง
เขาพร้อมใจยินดีที่จะช่วยถือเพื่อให้ผมอ่านหนังสือได้อย่างราบรื่น ผมก็อ่านต่อไปด้วยท่าทีที่เคอะเขิน
แต่ชะรอยบรรทัดต่อไปของหนังสือเป็นเรื่องพฤติกรรมการช่วยเหลือผู้อื่นของมนุษย์ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเราต้องช่วยเหลือผู้อื่น
มัน
ก็สะดุ้งให้ผมกลับมาคิดว่า ทำไมฝรั่งคนนี้ต้องช่วยผมด้วย
ผมกลับมาจดๆจ้องๆในหนังสือ
มันมีอยู่สามทฤษฏีที่เขาถกเถึยงกันเท่าไหร่ก็ไม่จบคือ
1. ช่วยเพราะอยากให้ตัวเองได้ดี ได้สิ่งดีๆ ได้ความสุข หรือให้เผ่าพันธุ์ ได้แพร่พันธุ์มากขึ้น
2. ช่วยเพราะถูกสอนมาแบบนี้ สังคมสั่งสอน หรือต้องปรับตัวตามสังคม
3. ช่วยเพราะเป็นการเมืองที่ถูกบังคับให้ต้องทำ
ผม
อ่านถึงตรงนี้ก็วางสายตาลงและชวนเขาคุยแทนเพราะในความรู้สึกผมมันเกินกว่า
ที่จะรับได้ ถ้าผมจะอ่านต่อไปโดยไม่สนใจคนๆนี้ แล้วเขาก็เอ่ยว่า
เขาเคยอ่่านงานของ E.O. Wilson
นักวิชา่การฮาร์วาร์ดที่คิดเรื่องนี้อย่างหนัก แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด
ทำให้ไม่ได้ตามมาก ผมเลยถามเขาว่า ทำไมต้องช่วยผม เขาตอบว่า
"เพราะการคิดเป็นสิ่งสำคัญ เมืองเเบงค๊อก
ที่เติบโตอย่างไร้ทิศทางไปเรื่อยๆนี้
ต้องการคนที่คิดจริงจังกับปัญหาโลกแตกทางวิชาการบ้าง
มากกว่าคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบคนไทยทั่วไป เมืองหลวงนี้ขาดคนอย่างคุณ"
ผมขอบใจเขาและบอกว่า คำกล่าวของเขาออกจะยกย่องผมเกินไป
เขากล่าวต่อไป
ด้วยเเววตาจริงจังว่า
"การคิดเป็นเรื่องที่น่าสนุกที่สุดของมนุษย์และเป็นตัวอย่างที่สำคัญของความ
เป็นตัวเป็นตนของมนุษย์"
ผมออกจะเห็นคัดค้านแต่คิดไม่ออกว่าจะเถียงอะไรออกไป
แล้วเราก็คุยกันเรื่องอื่น เขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยและชอบทำบุญ
ตอนนี้ก็อยู่เมืองไทยมา 20 ปีแล้ว พูดไทยได้นิดหน่อย
ถึงสถานีที่ผมต้องลงพอดี ผมต้องลาเขาซะแล้ว
เขาก็ให้นามบัตรผมไว้เผื่อติดต่อ
บนนั้นเขียนไว้ว่า "PK Jan 12 a.m.‏
ยินดีที่ได้พบกับ Mr. Tim BTS"

แม้เราจะไม่ได้คุยอะไรกันมาก แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ผมค่อนข้างที่จะปิ๊งแว๊บกัีบอะไรบางอย่าง
คำ
พูดของคนๆนึงลอยมาในหัวผม "ความบังเอิญไม่มีในโลก"
อันจะเป็๋นแนวคิดที่ค่อนข้างจะต่อต้านกับวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียนว่า
อะไรๆก็เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แล้วเย็นวันนั้นผมก็ได้เจอกับนักวิทยาศาสตร์

  

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

4 Responses to PK Jan 12 a.m.‏

  1. kritti says:

    มาอ่านแล้ว Mr. im BTS

  2. kritti says:

    ตกตัว t ไป

  3. kritti says:

    การพบกันนั้นไม่ได้ง่ายเลยถ้าพบกันแล้วก็เปรียบเหมือนเป็นของขวัญของกันและกัน

  4. ชอบๆ อยากเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์แบบนี้บ้าง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s