แนะนำหนังเล่าเรื่องพุทธจากเกาหลี

จากโพสต์นี้ https://www.facebook.com/kornkitd/posts/10152788573731954:0

วิวาทะเรื่องหนัง “ขรัวโต” ทำให้ผมคิดถึงเรื่องคุณภาพหนังไทยเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกครั้ง หลังจากคิดแล้วคิดอีกมานานหลายปี ดูมาหลายเรื่องก็ยังไม่ค่อยถูกใจ เพราะการดัดแปลง (Adaptation) คำสอนยังไม่ถึง ไม่มีมิติ ที่สำคัญไม่ทันสมัย แล้วใครจะไปดูล่ะครับ? เรื่องดัดแปลงคำสอนมาเป็นหนังทำกันยังไม่ถึงผมเชื่อว่าผู้สร้างไม่เข้าใจ หลักธรรมมากพอ หรืออาจจะเข้าใจชีวิตแต่นำมาตีแผ่ในแง่มุมของธรรมะไม่เต็มที่

ที่ว่าไม่ได้เข้าใจหลักธรรมมากพอไม่ได้หมายความว่าต้องนั่งวิปัสสนาบรรลุ ธรรมนะครับ แต่ต้องศึกษาด้านปรัชญาพุทธมาระดับหนึ่ง จนซาบซึ้งพอ รู้ว่าจะหยิบตรงไหนมานำเสนอ และจะเสนอยังไง พูดง่ายๆ คือ ต้องทำการบ้านด้วยการอ่านคัมภีร์ ประวัติศาสต์ศาสนา และทำหนัง Drama เป็น แบบที่ดูแล้วผู้ชมรู้สึกร่วมไปด้วย

หนังพุทธต้อง Drama นะครับ เหมือนพุทธประวัติก่อนออกมหาภิเนษกรมณ์ เจ้าชายสิทธัตถะก็พบกับความผันผวนของชีวิตจนต้องออกบวช ถ้าทำหนังพุทธแต่นเสนอแบบพระเทศน์ก็จบกัน

ผมยกตัวอย่างเกาหลีใต้แล้วกัน ประเทศนี้พุทธศาสนาถูกกดขี่มาก ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่นับถืออะไรสักอย่าง แต่หนังเกี่ยวกับพุทธศาสนที่ดีที่สุดกลับมาจากที่นี่ แม้แต่ที่ญี่ปุ่นก็เทียบเกาหลีไม่ติดใน genre นี้

เท่าที่เคยชมมาบ้าง พอจะรวบรวมหนังพุทธศาสนาทีดีที่สุดจากเกาหลี (และคนทั่วโลกก็ซูฮก) ได้ดังนี้

1. Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring – เรื่องนี้เซียนหนังชอบกันมาก เกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตจากฤดูกาลผลบาน สู่โรยรา แล้วก็ผลิบาน ผ่านความสงบนิ่ง สู่ความหวั่นไหว วูบวาบ และหวนคืนสู่สันตินิรันดร์ ใช้ฉากสำนักสงฆ์กลางหุบเขา แต่ฉากทำสุดยอดมาก คือทำกุฏิวิหาร (เกาหลีเรียว่า “อัม”) เป็นแพลอยกลางหนองน้ำใหญ่โอบล้อมด้วยภูผา หนองน้ำแทนสังสารวัฏ ส่วนวิหารแพคือธรรมนำพ้นวังสารวัฏ ภูผาคือนิพพานหลุดพ้น นัยยะซ่อนไว้ทุกแง่มุมแต่ตีความไม่ยากเลย หนังเองก็ดำเนินเรื่องไม่ซับซ้อนแต่ลึกซึ้งมาก

2. Aje Aje Bara Aje – เป็นหนังเกี่ยวกับความขัดแย้งและย้อนแย้งภิกษุณี 2 รูป คนหนึ่งเชื่อว่าจะบรรลุธรรมได้ก็ด้วยการปลีกวิเวก อีกคนเชื่อว่าจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อเกลือกกลั้วกับทางโลกจนเกิดความเบื่อ หน่าย ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจบรรพชิตหรือแม้แต่คฤหัสต์ทุกหนแห่ง ล้วนตั้งคำถามว่า ทางธรรมดีกว่าหรือทางโลกดีกว่า ที่จะทำให้เราได้เขาถึงสัจธรรมที่แท้จริง เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาปรัชญาแต่ยังมีความขัดแย้งของมนุษย์ปุถุชนด้วย

3. Mandara – เรื่องก่อนหน้าเป็นความขัดแย้งระหว่างภิกษุณี เรื่องนี้เป็นประเด็นคล้ายๆ กัน แต่ตัวเอกคือภิกษุ 2 รูป บำเพ็ญธุดงควัตร รอนแรมไปทั่ว คนหนึ่งเคร่งวินัย อีกคนฉันเสุราไมขาด เพราะความกลัดกลุ้มใจ เพราะหวังจะบวชหนีทางโลก แต่ยังถูกโลกรุมเร้าจิตใจเสมอมา พระฝ่ายเคร่งเกือบจหวั่นไหวเพราะภัยทางโลกจากอีกรูปหนึ่งหลายครั้ง แต่สุดท้าย ก็เข้าใจได้ว่าทางโลกนั้นเปล่าประโยชน์ จึงจาริกอย่างมุ่งมั่นต่อไป

4. Why Has Bodhi-Dharma Left for the East? – ชื่อเรื่องนี้มาจากปริศนาธรรมของนิกายฉาน (นิกายเซน หรือเกาหลีเรียกว่าซอน) คือ “เหตุใดพระโพธิธรรมจึงเดินทางมาตะวันออก?” คำตอบนี้พระที่ถูกถามจะต้องขบคิดอยุ่ทุกขณะจิต กระทั่งเกิดความสว่างวาบ เกิดภาวะบรรลุธรรมขึ้นจึงจะปล่อยวางได้ เรื่องนี้มีปริศนาธรรมเป็นแกนหลัก มีแรงปรารถนาและความกังขาของพระหนุ่มหมุนวนอยู่รอบๆ คอยขับเคลื่อน ใช้ฉากวัดเล็กๆ ในป่า พระหนุ่มหนีโลกโสมม เดินทางมาหวังจะพบสันติแท้จริง แต่หลังจากขบคิดปรัศนาธรรมครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เข้าใจ ทั้งยังถูกรบกวนด้วยอารมณ์ปุถุชน พระหนุ่ม อาจารย์เฒ่า และเณน้อย ทั้งสามดำรงอยู่ในปริศนาธรรม และช่วยกันขับเคลื่อนปริศนาธรรมอย่างกินใจ

5. Hwa-Om-Kyung – เป็นการ Adaptation คันฑวยูหสุตร ซึ่งว่าด้วยจาริกแสวงหาอาจารย์ของสุธนกุมาร ในเรื่องนี้สุธนกุมาร หรือ ซอนแจ เป็นเด็กกำพร้า พานพบผู้คนหลากหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนของอาจารย์ในคันธวยูหสุตร ซึ่งมีทั้งภิกษุ โสเภณี นายช่าง อาจารย์ ฯลฯ แต่ละคนที่ได้พบเสวนาซอนแจได้เรียนรู้สัจจธรรมแง่มุมต่างๆ เหมือนสุธรกุมารค่อยๆ สั่งสมปัญญากระทั่งบรรลุธรรรมในที่สุดแต่หนังทำอย่างแนบเนียนในฉากร่วมสมัย ไม่มีกลิ่นอายธรรมะที่น่าเบื่อเลย เป็น Adaptation ที่ยอดเยี่ยมมาก

ผู้กำกับเกาหลีแข่งกันสร้างหนังแถมยังซ่อนนัยยะของพระสูตรในหนังแต่ละเรื่อง อีก เป็นการแข่งซ่อนนัยยะที่สุดยอดมาก อย่างงเรื่อง Spring, Summer, ใช้ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” (ชิมคย็อง) เป็นแกนหลัก พระสูตรนี้ว่าด้วยความไร้แก่นสาร ความเป็นอนิจจังของชีวิต ก็ตรงกับคอนเซปต์หนัง ส่วนเรื่อง Aje Aje Bara Aje ก็ใช้พระสูตเดียวกัน เพราะคำว่า “อาเจ อาเจ พารา อาเจ” มาจากคาถาท้ายพระสูตรนี้ หมายความว่า “ไป ไป ไปฝั่งโน้น ไปให้ถึงฝั่งโน้ หเวย!” “ฝั่งโน้น” หมายถึงปลายทางของสังสารวัฎนั่นเอง ส่วนเรื่อง Hwa-Om-Kyung มาจากอวตังสกสูตร บทคันฑวยูหสูตร ซึ่งมีความลึกซึ้งมาก แต่ผู้กำกับก็ทำออกมาได้ลึกล้ำ หากไม่ยากที่จะเข้าใจ

เกาหลีเป็นตัวอย่างที่ดีครับ อยากให้วงการภาพยนต์ไทยใช้เป็นแบบอย่าง การนำเสนอหนังแฝงธรรมะ เป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่ถ้านำเสนอแบบไม่มีชั้นเชิง หรือทำการบ้านน้อยเกินไป นอกจากหนังจะล้มเหลวแล้ว คนยังจะยิ่งเบื่อธรรมะเข้าไปอีก


https://www.youtube.com/watch?v=SXCXHed3GC8
https://www.youtube.com/watch?v=Y5pWziBB1NE
https://www.youtube.com/watch?v=6mkGPThcugc

https://www.youtube.com/watch?v=5mVba2EOsEs

https://www.youtube.com/watch?v=5mVba2EOsEs

Advertisements
Posted in Uncategorized | Leave a comment

อีกมุมมองต่อเรื่อง “น้อง ข้าวมันไก่” ใน TED talk

โดย Twitch Sanitthangkoon

ความสามารถและความพยายามในการทำข้าวมันไก่20%ความสามารถของหี 80%

แห่โปรโมทกันซะเหมือนใช้ความสามารถล้วนๆ หอบเสื่อผืนหมอนใบมาสร้างเนื้อสร้างตัว

ค่าที่พักก็ไม่ต้องจ่าย….มี selling permit มาให้ฟรีๆ

‪#‎หีดำทำธุรกิจ‬

“โลกเราทุกวันนี้มีคนสำหรับสร้างแรงบันดาลใจเยอะพอแล้ว…

เรามีคนที่ออกมาบอกว่า Jobs กับ Gats เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย…โดยที่ไม่บอกด้วยว่าทั้งสองคนไม่ใช่คนที่โง่หรือ ขี้เกียจ จนเรียนไม่จบ แต่เป็นระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยที่มีกิจการตั้งแต่ยังเรียนอยู่…(ยัง ไม่รวมถึงว่าแม่ของGatesมีเส้นสายระดับไหนในบริษัทIBM)

เรามีดาราที่ออกมาเล่าเรื่องราวความเกเรในวัยเรียน…แต่ก็ยังรวยได้โดยที่เด็กทั่วไปไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษเหมือนพวกเขา

ล่าสุดเรายังมีโรบินฮูดสาวไทยออกมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยากจะลอง เสี่ยงเดินทางมาดินแดนแห่งเสรีภาพและโอกาส…เพื่อจะได้พาตัวเองและครอบครัว ให้พ้นจากความยากจน….โดยที่ลืม..หรือจงใจลืมที่จะไม่ให้รายละเอียด ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจก่อนใช้ทุนก้อนสุดท้ายเพื่อเป็นค่า เดินทาง
คนที่ได้แรงบันดาลใจปัญญาอ่อนแบบนี้จะทำยังไง??…มาอเมริกาด้วยเงิน$140???(กูเพิ่มให้อีก $70 เลยอ่ะ)

ค่าที่พักแบบปูเสื่อนอนกันในห้องรับแขกก็เดือนละ$300-$400…ระหว่างหาที่ พักซึ่งก็ไม่ได้ว่างตลอดจะไปนอนที่ไหน ในเมื่อโรงแรมคืนละ $50-$70…น้องควรจะบอกว่า คนที่จะมาต้องมีผัวที่มีที่พักให้ซุกหัวฟรีอยู่แล้ว

เมื่อผ่านด่านแรกต่อไปคือ คนที่จะมาต้องมีภาษาอังกฤษติดตัวพอสมควร เพราะร้านที่จะรับเราเข้าทำงานไม่ได้เป็นร้านแบบ buffet (ซึ่งใช้ทักษะทางภาษาต่ำกว่า) ไปซะทุกร้าน…ซึ่งมันจะไม่รับมึงเข้าทำงานถ้ามึงพูดภาษาอังกฤษไม่รู้ เรื่อง…ซึ่งพูดไม่รู้เรื่องนั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับฟังไม่รู้เรื่อง… ซึ่งการฟังใช้เวลาพัฒนาทักษะนานกว่าการพูด

นี่เป็นแค่ส่วนพาดหัวจากเวบข่าว… ยังดูมีความเป็นไปไม่ได้ถึงขนาดนี้ แล้วส่วนที่เหลือจะมีความซับซ้อนขนาดไหน ……… ไม่ได้บอกว่าเป็นไปได้ยาก มีคนมากมายแม่งไปได้ถึงจุดนั้น นับหัวกันไม่หวาดไม่ไหว แต่คนที่ท้อและล้มเลิกไปก็มีไม่น้อย

กูไม่สนว่ามึงจะเป็นฮูดหรือเปล่า จะโดดวีซ่าอยู่ถูกกฏหมายหรือไม่ …ที่นี่ไม่ใช่ห้องตอแหลไกลบ้านพันทิปซึ่งรังเกียจฮูดยังกะขี้หมา ….ประเทศเหี้ยนี่ก่อร่างสร้างตัวมาจากผู้อพยพ…มันเปิดรับพวกมึงเสมอถ้า ขอวีซ่าผ่าน…มันมีกฏหมายและระบบบังคับใช้ที่เข้มแข็งที่จะควบคุมพวก มึง…..ถ้ามึงพร้อม มึงอยากลอง………………………………………

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ….การตัดสินใจเดินทางมาเสี่ยงโชคที่สหรัฐอเมริกา มันเหมือนกับการเอาตัวเรา โยนเข้าไปในเกม เกมหนึ่งซึ่งเป้าหมายของการเคลียร์เกมคือ การไปให้ถึงเลเวล 99…และมีเงินอยู่ในบัญชีมากมาย …มีไอเทมล้นกล่อง…มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น พวกมึงทุกคนต้องเริ่มเกมด้วยการเป็น novice เลเวล 1 และเคลียร์เควสท์มากมาย….(อันนี้สมมุติว่ามึงเล่นคนเดียวนะ ไม่มีคนเข้ามาเล่นก่อนแล้ว tank ให้)

ณ เลเวล 1 นี้ ที่ทุกคนต้องเตรียมตัวที่จะผ่านคือ Shelter คือการหาที่ซุกหัว … มึงลงเครื่องกันมา คืนแรกมึงต้องหาที่นอนให้ได้ก่อน ไม่งั้นมึงก็ต้องไปนอนดมเยี่ยวbum… หาไว้ได้ล่วงหน้ายิ่งดี …. โรงแรมคืนละ $50-$70…ซึ่งมึงต้องอยู่ไปจนกว่าจะหาที่อยู่รายเดือนซึ่งจ่ายถูกว่าได้ แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

$300-400 :กั้นม่านนอนในห้องรับแขก… ทางรอดพื้นฐานของการหาที่ซุกหัวนอน ….ได้มาจากคนที่เช่าอพาร์ทเมนไว้แล้วลงโฆษณาให้มึงมาช่วยจ่ายค่าห้อง แลกกับที่ซุกหัวซึ่งสภาพโสกังสัส ๆ มีคนเดินผ่านไปมาตลอด…เก็บของมีค่าไว้ไม่ได้เพราะไม่มีประตู…ส่วนใหญ่จะ อยู่กันแค่เดือนสองเดือนระหว่างรอหาที่พักใหม่…

$500-700: ห้องแบ่งให้เช่า……มึงจะได้ประตูแลกกับราคาที่สูงขึ้น …แต่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นลอคกุญแจเก็บของมีค่าไว้ในห้องได้ มีครัว มีห้องรับแขกส่วนกลาง(บางทีก็อาจจะไม่มีเพราะไอ้ 300 ข้างบนมันนอนอยู่) ที่พักแบบนี้ส่วนใหญ่อยู่ไกลจากตัวเมือง มึงต้องมีรถ อยู่อยู่ในเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนดี ไม่งั้นหลังสองทุ่ม มึงเดินอย่างเดียว

$800-1100 : studio apartment…มึงมีกรรมสิทธิ์ในห้องมึงแล้ว จะนอนดูดบุหรี่ในห้องก็ไม่มีใครว่า…แต่ต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่าน้ำ- ไฟ-อินเตอร์เนท ($70-100) ต่างหาก ซึ่งไอ้สองประเภทข้างบนมันรวมให้ในตัว

$1200 and up : บ้านมึงจะเริ่มมีหลายห้อง…มึงสามารถลโฆษณา ให้พวก 300 มานอนในห้องรับแขก และพวก 500 มานอนให้ห้องที่ว่าง ถ้าบริหารดี ๆ มึงแทบจะไม่ต้องจ่ายค่าเช่า …. แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่พวกแม่งจะย้ายออก …เพราะถ้ามีห้องว่างเมื่อไหร่ เป็นมึงเองที่จะโดนค่าเช่าเต็ม ๆมึงเป็น novice มึงซื้อบ้านไม่ได้ ระบบของเกมไม่ยอมให้มึงซื้อ !!!

ตอนที่มึงหาที่ซุกหัวให้ตัวมึงเองได้แล้ว ตอนนี้มึงจะอยู่ที่ประมาณเลเวล 3 – 4
มึงต้องตีโปริ่ง ฝึกสกิลทางการใช้ภาษาอย่างหนักก่อนที่มึงจะเปลี่ยนอาชีพ

หยุด ดูละครไทยผ่านยูทูบ…หาเหี้ยอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษดู…เปิดซับไทย ซับอังกฤษเหี้ยอะไรสลับกันไปเรื่อย เพราะตอนมึงเลือกอาชีพ เกือบทุกอาชีพต้องใช้ทักษะทางการพูดและฟัง….

สาย อาชีพที่นี่สำหรับฮูด มีให้เลือกไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นงานบริการ ถ้ามึงหยิ่ง มึงไม่ต้องมา มึงนอนแดกแกลบอยู่เมืองไทย เพราะอาชีพที่เป็นเรื่องเป็นราวส่วนใหญ่ต้องการใบอนุญาตทำงาน และสกิลภาษาที่สูงเกือบถึงระดับnative..

แบ่งเป็นประเถทได้ตามนี้ ไม่ต้องพยายามโม้ว่ากูทำนั่นนี่เป็น มีให้เลือกแค่นี้
(ค่าแรงที่เห็นเป็นค่าแรงเฉี่ลยต่อวัน)

พนักงานเสิรฟ : ยืนและเดินเติมน้ำ ยกอาหาร เทคออร์เดอร์ อัพเกรดเป็น ผู้จัดการร้านได้
ระดับความยาก – XX
รายได้ – $60 (+ $0-$150)
สกิลพิเศษที่ต้องการ – ภาษาอังกฤษระดับกลาง

พนักงานdelivery : ขับรถส่งอาหารกล่องตามบ้าน
ระดับความยาก – XXX
รายได้ -$60 ( + $0-$150)
สกิล พิเศษที่ต้องการ – ภาษาอังกฤษระดับพื้นฐาน(ผ่านหูโทรศัพท์),ใบอนุญาตขับรถ และรถส่วนตัว (ค่าจ้าง $60 รวมค่าน้ำมันและค่าสึกหรอแล้ว)

พนักงานยกของในตลาด และแคชเชียร์
ระดับความยาก – X
รายได้ – $90
สกิลพิเศษที่ต้องการ – แรง

พนักงานล้างจาน : มันไม่รับมึงหรอก พวกแมกซิกันล้างเร็วกว่ามึงเยอะ
ระดับความยาก – X
รายได้ – $90
สกิลพิเศษที่ต้องการ – แรง

พนักงานนวด:เรียนนวดมาจากเมืองไทยได้ยิ่งดี มาถึงจะได้ไม่ต้องฝึกเยอะ
ระดับความยาก – XXXX
รายได้ – $0 – $300+
สกิลพิเศษที่ต้องการ – แรง ทักษะการนวด ภาษาอังกฤษระดับพื้นฐาน ต้องการใบอนุญาต

line cook : ในครัวร้อนสัส ดมควันทั้งวัน ต่อให้ร้านขายดี ค่าแรงก็เท่าเดิม อัพเกรดเป็น chef ได้
ระดับความยาก – XXXX
รายได้ – $100-$110
สกิลพิเศษที่ต้องการ – หัด ๆ จับตะหลิวไว้บ้างสัส

sushi man : ลูกผสมระหว่าง พนักงานเสิรฟ กับ Line cook แต่ไม่ต้องดมควันอัพเกรดเป็น chef ได้
ระดับความยาก – XXXX
รายได้ – $100-$110 (+$0 – $100)
สกิลพิเศษที่ต้องการ – ใช้มีดคล่อง ภาษาอังกฤษระดับพื้นฐาน

chef : คนไทยแม่งเข้าใจผิดว่าคนทำกับข้าวเป็นคือ chef …ไอ่สัส นั่นมัน Line cook แล้วร้านอาหารไทยแม่งไม่ต้องการเชฟ …. มีแค่ Line cook ยืนผัดก็พอ
ระดับความยาก – XXXXX
รายได้ – $ 150 (+$0 – $100 ในกรณี sushi chef)
สกิลพิเศษที่ต้องการ – สร้างเมนูเองได้ เซทอัพร้านขึ้นมาจากศูนย์ได้ ภาษาอังกฤษระดับกลาง ต้องการใบอนุญาต

มึงต้องวนเวียนอยู่กับอาชีพพวกนี้ไปจนเลเวล 36 เพื่อเปลี่ยนสถานะ

ตอน นี้มึงเลเวล 36 แล้ว….มึงเบื่อกับการไล่ตีมอนสเตอร์เก็บทองไปวัน ๆ มึงต้องการจะเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของกิลด์….ถ้ามึงเป็นฮูด…มึงมีวิธี เดียว …”แต่งงานกับ US CITIZEN”

ถ้ามึงพบคนที่รักมึงจริง ๆ และเสือกเป็นซิติเซนด้วย….มึงถูกหวย

แต่ถ้าไม่ ….มึงต้องจ้าง….
( เคสเชฟน้อง อะเดย์ เหี้ยไรนี่ กูคิดว่าแต่งจริง เค้าคงรักกันจริงๆ ไม่ได้จ้าง…เพราะการจ้างจะใช้เงินประมาณ $15,000-25,000 แล้วแต่โปรไฟล์ของผู้รับจ้าง และความเขี้ยวของเอเย่นต์…

ซึ่ง “พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และมีเงินติดตัวมา $70” ไม่มีทางทำได้ก่อนระยะเวลา 4 ปี…สัส ดังนั้นแม่งต้องแน่ใจพอสมควรว่าจะมีคนมารับที่สนามบิน ซัพพอร์ทด้านที่พัก และสถานะพลเมืองก่อนที่จะบินมา

เว้น แต่ว่าจะเป็นการจ้างแต่งล่วงหน้าโดยเอเย่นต์ชาวไทยก่อนที่จะเดินทาง อันนี้ก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ กูยังไม่เคยเห็นเคสแบบนี้มาก่อน)

เอาล่ะ กูแพล่มไปแล้วว่า มึงต้องจ้างด้วยราคา 25,000 ซึ่งนั่นจะเป็นเงินเก็บหลังจากมึงเปลี่ยนอาชีพตอนเลเวล 9….

ด้วย การทำงานอย่าหนัก 5-6 วันต่อสัปดาห์ มึงควรจะมีเงินประมาณเดือนละ 2500-3000(มึงไม่มีทางทำเงินได้ขนาดนี้ในช่วง 2-3 ปีแรก) หักค่าเช่าบ้าน 500 ค่ากิน ค่าของใช้จิปาถะ ค่าประกันรถยนต์ ค่าโทรศัพท์ เหี้ยห่าสารพัด (ถ้าไม่ต้องส่งกลับมาช่วยจุนเจือทางเมืองไทย)มึงควรจะเหลือเงินเก็บประมาณ เดือนละ 1000 ซ่งจะใช้เวลา 14 เดือน ถึงจะพอเอาไปจ่ายค่ามัดจำของคนจ้างแต่งกับเอเย่นต์ ก็พวกแม่งคนไทยเนี่ยแหละ…

มัน จะเก็บมึง $14000 แล้วเอาหน้าผัว-เมีย กำมะลอของมึงมาให้เลือก เซ็นสัญญาว่าจะไม่ฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูตอนหย่า มึงลองไปฟ้องสิ ….มันจะได้ฟ้องมั่งว่ามึงจ้างมัน แล้วรัฐบาลจะยึดสถานะมึงคืน …ตังค์ที่จ่ายไปก็จ่ายไปเปล่า ๆ…แต่ตัวมันก็เสี่ยงคุกไปด้วย…มันเลยออกมาแบบ วิน-วิน…มึงได้เงิน กูได้ใบ เสร็จเรื่องก็แยกย้าย

หลังจากมึงจดทะเบียนสมรส สิ่งที่มึงจะได้เป็นอย่างแรกคือ เลขบัตรประกันสังคม
(เป็นตัวเลขติดตัวของเด็กที่เกิดลืมตาดูโลกในอเมริกา ซึ่งใหฺ้ Birth Rights Citizenship )

ตัว เลขนี้เป็นเกือบทุกอย่างในชีวิตของคนที่จะอยู่ที่อเมริกา ใช้สมัครงาน จ่ายภาษี หักภาษีคืน รับสวัสดิการ เช่าบ้าน ซื้อรถ ซื้อบ้าน ต่อใบขับขี่ เปิดกิจการ ออกทีวี สมัครฟิตเนส เลือกตั้ง สารพัดเท่าที่มึงจะคิดได้ หรืออาจจะคิดไม่ถึง

ไม่ มีตัวเลขนี้ มึงทำเหี้ยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นอกจาก ทำงานเก็บเงินไปวัน ๆ และรอวันโดนส่งกลับ ถ้าโชคดี ก็ขนเงินในเกมออกมาแลกเป็นเงินจริงได้เยอะหน่อย

ระบบมันไม่สนว่ามึงจะมีความสามารถขนาดไหน มีความพยายามมากแค่ไหน

ถ้า ไม่มี เลขประกันสังคมจากการเปลี่ยนสถานะพลเมือง มึงไม่มีวันเริ่มต้นเหี้ยอะไรได้เลย วางแผนต่อย่งต่อยอด How to เหี้ยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเพจสาวกศาสดาคนโง่มันถึงดิ้นกันนักว่ามีคนอิจฉา พยายามโจมตี อิเชฟน้องเหี้ยอะไรนั่น

แม่ง แยก Portland – Oregon -USA ยังไม่ออก เสือกจะมาเถียงคนที่เค้าอยู่มาจนรู้ระบบ…สมควรแม่งเอามาสุม ๆ กองรวมกันแล้วเอาแก๊สรมซะแม่งให้หมด

เอา ล่ะ…… นี่มึงเพิ่งได้สถานะมา มึงยังไม่มีกิจการเลยนะ …. เงินเก็บทั้งหมดของมึงถูกเอาไปเปลี่ยนเป็นสถานะแล้ว ต่อมาถ้ามึงอยากเริ่มกิจการ ตอนนี้เป็นพาร์ทความพยายามของอิเชฟน้องนั่นแล้ว …มึงต้องเรียนรู้อดทนฝึกฝนหาความรู้บลา ๆๆๆๆ (มึงไปหาอ่านเอาใน A DAY)

และ มึงต้องเริ่มเก็บเงินใหม่!!!! ……กิจการที่นี่มีเกิดมีดับกันเป็นรายวัน ด้วยสันดานของคนอเมริกันที่มันชอบให้โอกาสคน …. วันที่มึงเปิดกิจการของมึงวันแรกมันจะแห่กันมาลอง ต่อแถวแดกกันเหมือนมึงแจกมันฟรี…ถ้ามึงเอาพวกมันอยู่…บูม จบเรื่อง มึงรวย มันจะกลับมาใช้บริการมึงทุกวัน ทุก 2-3 วัน ทุกสัปดาห์ …มันจะบอกเพื่อนบ้าน มันจะโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย มันจะรีวิว มันจะโปรโมทร้านให้มึงฟรี ๆ…แต่ถ้ามันไม่ชอบรสอาหารของมึง …มึงจะไม่มีวันได้เห็นหน้ามันอีก

เปิด กิจการที่นี่แม่งเหมือนกับการลงดันเจี้ยนล่าบอส….มึงพลาดโดนบอสตบตายขึ้น มาของที่เก็บหอมรอมริบมาร่วงหมด แม่งโดนลูทอีก ….วิธีลดความเสี่ยงคือ มึงต้องหาปาร์ตี้ไปล่าบอส

ด้วย ราคาตั้งต้น $100,000-$300,000(แล้วแต่ทำเล) สำหรับร้านขนาดเล็ก…ทำให้การเปิดกิจการเดี่ยว ๆ อาจจะดูเสี่ยง ทุกวันนี้ พวกฮูดที่เริ่มมีกิจการเป็นของตัวเองเป็นร้านแรกจึงนิยมใช้การลงหุ้นย่อย ๆ 5-10 หุ้น โโดยหุ้นส่วนทุกคนมาจากสายอาชีพขั้นต้นของฮูด เพราะช่วงเปิดร้านแรก ๆ มึงต้องเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ไว้เผื่อเจ๊ง …มึงยังจ้างลูกจ้างไม่ได้ ..ซึ่งก็ไอ้พวกหุ้นส่วนจากสภาอาชีพนี่แหละที่แม่งจะมาช่วยอุดช่องว่างตรง นี้…….เอาง่าย ๆ หลังจากมึงได้สถานะแลัว มึงยังต้องทำงานอีกประมาณ 2 ปีเพื่อจะมีหุ้น 20% ร้านเล็ก ๆ กลางย่านโสกัง ๆ เพราะนโยบายการกำหนดราคาการ lease ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งความแออัด ประเภทของประชากร ความปลอดภัย…และมึงต้องทำงานโดยไม่มีค่าแรงในร้านตัวเองไปอีกจนกว่าร้านจะ มีกำไรพอที่จะแบ่งมาจุนเจือบรรดาหุ้นส่วน….

และ มึงต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการ – ใบอนุญาตให้ทำธุรกิจร้านอาหาร – ใบรับรองการตรวจสอบจากกรมโยธาของพื้นที่ว่าร้านมึงมีความปลอดภัย – ใบรับรองการตรวจสอบจากสาธารณะสุขในพื้นที่ว่าร้านมึงถูกสุขลักษณะ – ใบรับรองการเสียภาษี ….ใบเหี้ยอะไรอีกนักหนาไม่รู้เป็นปึก ๆ เพื่อจะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวถ้วยละ $7 …ไอ่สัส…

ถ้า มึงคิดว่าแค่นี้พวกมึงผ่านสบายๆ…..นั่นมันเรื่องราว 3 ปีก่อนหน้า…เพราะสองปีล่าสุดหลังรัฐบาลกลางถังแตก แม่งก็เลยพยายามเก็บภาษีจากทุกๆเส้นทาง และกำหนดนโยบายที่ไม่สนับสนุนให้คนใช้เงินสด(ซึ่งตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ โคตรยาก) และเปลี่ยนมาใช้เงินอิเลคทรอนิคผ่านระบบธนาคารแทน

ก่อน หน้านี้เวลามึงไปกินข้าวตามร้านอาหารไทย มึง จะเห็นป้าย “cash only”…รับแต่เงินสดเท่านั้น…ซึ่งมันมีผลดีต่อพวกฮูดโดยตรง…เพราะเวลา ร้านจ่ายเงินค่าแรง+ทิปให้พวกมึง มึงจะได้เงินสดเต็มๆ และไม่ต้องเสียภาษี. แต่พอรัฐบังคับให้ร้านรับบัตรด้วย ลูกค้ามันก็เลือกที่จะจ่ายบัตรกันอยู่แล้ว เงินสดก็จะหายไปจากระบบบัญชี ซึ่งไอ้ร้านเหี้ยพวกนี้มันก็เลี่ยงภาษีไม่ได้อีกต่อไป

เวลาเราซื้อสินค้าในอเมริกา ราคาที่เราเห็นบนป้ายจะไม่รวม sale tax. ซึ่งเเม่งก็เป็นเหมือน vat เมืองไทย

สมมุติ ราคาบนป้าย $100 แต่เวลามึงหยิบไปจ่ายตังมึงต้องจ่าย $107.25-111.00 แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งร้านอาหารไทยใช้วิธีนี้สร้างรายได้พิเศษผ่านป้าย cash only มาตลอดด้วยการไม่รายงานยอดขายตามจริงให้รัฐบาล …ขาย $1500 รายงานแค่ $450 …แต่เวลาคิดตังค์เสือกเก็บ sale tax จากลูกค้าด้วย แต่ไม่ส่งรัฐบาล

หน่วย งาน IRS จึงถูกส่งออกมาเพื่อตรวจสอบเส้นทางเงินในบัญชีของร้านอาหารไทยทุกร้านแบบปู พรมเรียงหน้ากระดาน…มันจะไล่ดูบัญชีมึงทุกบัญชี ถามหาที่มาที่ไปของเงิน ถ้าอธิบายไม่ได้แม่งยึด + ค่าปรับ + ติดคุก….โดนกันจนต้องแจ้งล้มละลายปิดหนีกันไปหลายเจ้า

ทีนี้มันกระทบมาถึงพวกเลเวล 9-36ยังไง…

ร้าน จะไม่สามารถจ่ายเงินค่าแรงให้พวกมึงเป็นเงินสดได้อีกต่อไป เพราะการไปเบิกเงินสดออกมาจากระบบบัญชี IRS มันจะถือว่านั่นเป็นกำไรของร้านทันที. และร้านต้องจ่ายภาษี…เท่ากับว่าหลังจากจ่ายค่าแรงให้มึงแล้วร้านต้องจ่าย ภาษีให้มึงด้วย …. ใครจะทำ!!!

ถ้ามึงจะบอกว่า ‘ก็ให้ร้านบอกไปสิว่าเอามาจ่ายค่าแรง’….จ่ายให้ใครล่ะ…มึงซวยแล้ว…มันจะมาเก็บภาษีจากมึงอีกต่อนี่ล่ะ

จากราย ได้ $200 ต่อวัน มึงจะโดนภาษีเหลือวันละ $140…ผ่านเลขประกันสังคมของหน้าม้า ที่มึงอาจจะหามาเอง. หรือร้านหามาให้…เท่ากับว่ามึงกำลังเสียภาษีให้หน้าม้าไว้เคลมตอนมัน เกษียณ…

เส้นทางสู่เลเวล 99 ของมึงก็จะถูกยืดออกไปอีก

ส่วนIRS หลังมันได้ภาษีจากพวกมึงเเล้วมันก็ลอยตัว ไม่มายุ่งกับสถานะทางพลเมืองของมึง

หลัง จากโดนหน้าม้าประกันสังคม และ IRS หลอกแดกภาษีไปฟรี ๆ 30%ของรายได้แล้วมึงยังต้องสู้กับMonsterและ side quest อีกหลายอย่างที่จะมาชะลอสปีดในการเดินทางไปถึงจุดหมายของมึง…side quest บางอย่างอาจจะดูเสียเวลา และเงินทองในตอนแรก แต่ในระยะยาวอาจจะมีผลดีต่อเนื้อเรื่องหลักของมึง…..”อาจจะ” คือแม่งอาจจะไม่ช่วยอะไรเลย หรือเผลอ ๆ เป็นผลเสียด้วยซ้ำ

ถ้าจะให้กูลองยกตัวอย่าง ก็อย่างเช่น

รถ ยนต์ : รถยนต์เป็นเควสต์ย่อยของสายอาชีพอื่น ๆ ยกเว้น delivery man ที่มันจะกลายเป็นเควสต์หลัก….รถยนต์ที่นี่ถูกสัสเมื่อเทียบราคากับเมือง ไทย แถมยังมีประโยชน์ต่อการส่งตัวมึงเองไปทำงานไกล ๆ ที่พักซึ่งมีรายได้ดีกว่า แต่ก็ต้องจ่ายค่าประกันอีกเดือนละ $50-70 ไม่ว่ามึงจะซื้อรถแบบไหนมาขับ

$1000-3000 มึงอาจจะได้รถตกรุ่นเกิน 10 ปีพอวิ่งได้มาคันนึง พอได้กันลมกันฝน แลกกับค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาอีกเดือนละ 100-200 แล้วแต่ความกากของรถที่มึงได้มา

$6000-$12,000 มึงอาจได้รถรุ่น 4-5 ปีก่อน ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า ประหยัดน้ำมันกว่า แต่ก็ต้องแลกกับเงินก้อนแรกที่สูงหน่อย

$18,000 – $ 25,000 มึงเอารถใหม่ป้ายเเดงไปเลย …แต่แม่ง เก็บเงินได้ขนาดนี้มึงไปจ้างแต่งดีกว่าไหม

มึงอยากผ่อน เดือนละ 500 แต่มึงผ่อนไม่ได้ ….มึงไม่มีเลขประกันสังคม

ทันที ที่มึงได้รถมา มอนสเตอร์ที่มึงต้องระวังคือ ตำรวจ ….มันจะโผล่มาข้างหลังมึง เปิดสัญญาณให้มึงจอดลงไหล่ทาง…ถ้ามึงไม่จอด มันจะเรียกเพื่อนมาล้อม แล้วกระเเทกรถมึงลงข้างทาง…แล้วตำรวจที่นี่แม่งไม่เหมือนตำรวจไทยที่จะยัด ค่าลิโพ 100 200 แล้วปล่อย…ถ้ามึงโดนเรียก เตรียมไว้เบา ๆ $500

สมมุติ มึงเลือกอาชีพเป็นคนขับรถส่งอาหาร…มึงออกไปเสี่ยงบนถนนวันละ 6-8 ชั่วโมง รัศมีการให้บริการของร้านที่มึงทำงานคือ 3 ไมล์ ในเดือนนึงแม่งจะต้องมีอย่างน้อย 20 วัน ที่มึงต้องหิ้วกล่องออกไปพร้อมกันสองกล่อง ซึ่งโทรมาจากคนละทิศ A—————-B—————C…. มึงต้องวิ่งจาก B ไป A แล้วกลับไป C แล้วกลับมา B เพื่อรอออเดอร์ต่อไป…มึงต้องทำเวลาให้เร็วที่สุด ซึ่งบางทีทำให้ความเร็วที่มึงใช้เกิน speed limit…ตำรวจมันจะโผล่มาเปิดไฟอยู่ข้างหลังมึง ซึ่งแน่นอนว่ามึงต้องจอด และเสีย 500…เดือนนึงมึงโดน 2 รอบก็จบเห่แล้ว…แต่ถ้ามึงขับเนิบ ๆ ตามกฏหมายกำหนด ไอ้ C แม่งก็จะโทรไปด่าที่ร้านว่ามึงช้า แล้วมึงก็จะโดนเจ้าของร้านด่าอีกต่อนึง แถมไม่ได้ทิปจากจุด C เพราะมึงช้าเอง….

เรื่อง อื่น ๆ ก็คือการหาความสุขให้ชีวิตมึง ให้ร่างกายมึงได้พักผ่อนบ้าง ก่อนที่มึงจะกรอบและเครียดจนฆ่าตัวตายเงียบ ๆ แล้วลำบากญาติต้องมาจ่ายค่าส่งศพมึงกลับเมืองไทยซะก่อน

วันหยุดมึงสามารถไปหาอะไรอร่อย ๆ กิน อัฟเฟส ไปดูหนัง อัพเฟส ไปเดินห้าง อัพเฟส ซื้อของเล่นgadget เครื่องดนตรี ที่เวลาอยู่เมืองไทยมึงไม่มีปัญญาซื้อหา อัพเฟส ไปเที่ยวธรรมชาติ อัพเฟส ปั่นจักรยาน อัพเฟส ปีนเขา อัพเฟส โต้คลื่น อัพเฟส เล่นเกม อัพเฟส ตีกะหรี่ อันนี้อย่าอัพนะมึง โดนส่งกลับดื้อ ๆ….

มึง ไปกินเหล้าได้ แต่อย่าไปขับรถกลับบ้านนะมึง ถ้ามึงเมาแล้วขับ โดนแน่ๆ $8,000-$10,000 ถ้าเสือกไปชนคน หรือรถคันอื่นมึงจะโดนตั้งข้อหาพยายามฆ่า ซึ่งไม่เป็นผลดีกับมึงแน่ ๆ แม้ว่าอีกหน่อยมึงจะมีเงินจ้างแต่ง แต่รัฐบาลมีสิทธิ์ปฏิเสธสถานะมึงเพราะถือว่ามึงเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์

มึง อาจจะจีบหญิง อ่อยผู้ชาย มีแฟน เพื่อช่วยกันประคับประคอง แชร์ค่าที่พัก แชร์การเดินทาง เก็บเงินด้วยกันจนไปถึงจุดหมายที่มึงทั้งคู่ตั้งกันเอาไว้ …. มึงมาอยู่ที่นี่แล้ว ส่วนใหญ่ฮูดทั้งหลายแม่งก็มีจุดหมายเดียวกันหมดนั่นแหละ

เคารพกฏหมาย ทำตัวโลว์โปรไฟล์เลิกงานกลับบ้านเก็บเงิน อย่าเล่นการพนัน อย่าเผยจุดอ่อน

ฮูด มากมายเป็นหมื่นเป็นพันไปได้จนถึงจุดที่มีกิจการเป็นของตัวเองมีชื่อเสียงใน พื้นที่ เกษียณตัวเองอยู่ที่นี่ หรือกลับไปอยู่เมืองไทย เพื่อนอนรอส่วนแบ่งจากรายได้ของกิจการเดือนละ $2000 $3000 หรือมากกว่านั้น

แต่ก็มีอีกมากกว่านั้นหลายเท่าที่สิ้นเนื้อประดาตัวเพราะยาเสพติด การพนัน ความรัก

ถ้ามึงคิดว่ามึงเข้มแข็งและพร้อมจะทำให้รัศมี 30 feet รอบตัวมึงเป็นบ้านมึง….

เชิญออกเดินทาง

เดี๋ยว ไอ่สัส…ลืม…. ที่แพล่มมาหมดนี่ มึงต้องขอวีซ่าให้ผ่านก่อนนะ …

ยังมีรายละเอียดอีกมาก ตามต่อได้ใน ลิงก์ครับ

Posted in Uncategorized | Leave a comment

สรุปแนวความคิดที่ได้จากงานสัมนา ลงทุนหุ้น..ฟรุ้งฟริ้ง

จาก เฟซ Saran Prohsoontron

ขอขอบคุณอาจารย์ Pornchai Rattananontachaisook และทีมงาน มา ณ ที่นี้ด้วยนะคับ

ทำไมต้องลงทุนในหุ้น?
– เริ่มสังเกตุไหมว่าสมัยนี้คนเล่นหุ้นกันมากขึ้น
– เนื่องจากสื่อต่างๆแสดงให้เห็นคนประสบความสำเร็จกันเยอะ พอเห็นเยอะก็สนใจตลาดหุ้นกันมากขึ้น จำนวนเม็ดเงินที่ไหลมาจากคนที่ไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
– บางคนก็ยังเข้ามาในตลาดหุ้นโดยมองว่าเป็นการพนัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ถูกสอน เนื่องจากราคาที่ผันผวน ทำให้ดูเสี่ยง มีแต่เจ้ามือที่ควบคุมราคาได้
– จริงอยู่ที่ในระยะยาว ตลาดหุ้น ยังผลตอบแทนที่มากที่สุดว่าสินทรัพย์อื่นๆ แต่เนื่องจากมันจะมีบางปีจะให้ผลขาดทุนหนักๆ ตรงนี้ทำให้หลายๆคนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นถ้าอยากลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักตลาดหุ้นให้ดีเสียก่อน

ทำไมต้องสนใจตลาดหุ้น?
– เพราะการที่เก็บออมฝากธนาคารแบบเดิมๆใช้ไม่ได้ผล ดอกเบี้ยสมัยนี้ ฝากเงินไปจนเกษียณ อาจไม่พอกิน หรือต้องอยู่แบบจะใช้จ่ายทีต้องคิดแล้วคิดอีก กิจกรรมทางเลือกต่างๆมีอยู่อย่างจำกัด
– เทียบกับการที่รู้จักตลาดหุ้น และรู้จักวิธีการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน มันสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ มีเงินมากพอที่จะดำรงชีวิตด้วยความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม
– ถามว่ายากไหม คำตอบคือ เป็นสิ่งที่เรียนรู้ ฝึกฝนกันได้ ไม่ได้ยากเกินไปแต่ก็ไม่ได้ง่ายจนใครๆก็ทำกันได้
– สิ่งสำคัญคือ เหตุผลที่เราให้ความสนใจที่จะทำ เพราะหากไม่มีเหตุผลที่มากพอ เมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรคหลายๆครั้งเข้า ก็จะทำให้เราล้มเลิกได้ง่ายๆ

แนวการเล่นหุ้น?
– พวกตามข่าว ขอหุ้นเด็ด ซื้อหุ้นปั่น ใช้ไสยศาสตร์ เสี่ยงดวง สังเกตุดูว่ามีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยใช้วิธีพวกนี้บ้าง?
– เทียบกับการลงทุนแบบปัจจัยพื้นฐาน มีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จให้เห็นอยู่หลายๆคน แม้ว่าปีไหนที่ตลาดหุ้นตก ก็ยังมีคนที่ใช้แนวทางนี้ลงทุนได้กำไรอยู่ทุกๆปี
– อย่าลืมว่า ช่วงที่ผ่านมาตลาดเป็นขาขึ้น การใช้วิธีการไหนๆก็ได้กำไรกันได้ง่าย (นอกจากเลือกหุ้นจิ้มผิดตัว) ตลาดขาขึ้นมีเซียนเกิดขึ้นกันตรึม ต้องระวัง
– วิธีการลงทุนที่ถูกต้องจริงๆ ควรจะสามารถทำกำไรได้ทุกๆสถานการณ์ มีความยั่งยืน และใช้ได้ผลตลอดไป

ลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องก่อน
– นักลงทุนที่ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน จะมองหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ตรงกันข้ามกับนักเก็งกำไร จะมองเป็นแค่ชื่อย่อภาษาอังกฤษ ราคาขึ้นๆลงๆ
– คนส่วนใหญ่มักเข้าใจเรื่องความเสี่ยงผิด หุ้นมีความเสี่ยงจริงจากราคาที่ผันผวน แต่จะยิ่งเสี่ยงมากถ้าลงทุนแบบไม่มีความรู้เลย การมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นจะช่วยให้ความเสี่ยงมีน้อยลง

เรียนรู้เรื่องหุ้น
– มันแปลกตรงที่ ถ้าให้คน 7 คนสอนเรื่องการลงทุน อาจจะได้รับคำแนะนำที่ไปคนละทิศละทาง จนไม่รู้ว่าจะเลือกไปทางไหน ไม่เหมือนการเรียนหลักวิชาการทั่วๆไปที่สอนเหมือนๆกันหมด
– การลงทุนให้หุ้นจึงมีความเป็นศิลปะ ไม่มีหลักการอะไรที่ตายตัวชัดเจน
– เนื่องจากเราลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวไม่ได้ลงทุนซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องสนใจดัชนีตลาด หัวใจหลักจริงๆคือต้องพยายามเลือกลงทุนหุ้นให้ถูกตัวมากกว่า
– หุ้นในระยะสั้นราคาจะผันผวนมาก แต่ในระยะยาว ราคาหุ้น จะขึ้นอยู่กับ ผลกำไร ของบริษัท

ก่อนจะรู้จักตลาดหุ้น ต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเป็นนักลงทุนเชิงรับหรือเชิงรุก
– นักลงทุนเชิงรับ จะรู้ตัวเองว่าไม่ได้บ้าหุ้นมากนัก มองว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งของการออมเงินเพื่ออนาคต ไม่รู้จักการประเมินมูลค่าหุ้น ดังนั้นลักษณะการลงทุนควรเป็น
– ลงทุนในกองทุนรวม และควรซื้อกองทุนแบบที่อิงดัชนี มีค่าคอมฯต่ำ
– ลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง มีแนวโน้มเติบโต
– กระจายไปหลายๆ อุตสาหกรรม
– ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซื้อถัวเฉลี่ยไปเรื่อยๆ แบบ DCA
– นักลงทุนเชิงรุก มีความบ้าหุ้น ทุ่มเทความพยายามและเวลา เพื่อสร้างผลตอบแทน มีความตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต
– ลงทุนตามความรู้ความเข้าใจที่มี
– ลงทุนได้หลากหลายกว่า
– ปัญหาหลักที่ลงทุนแล้วผิดพลาดคือ เป็นแค่นักลงทุนเชิงรับ แต่ใช้วิธีการเชิงรุก หรือไปเก็งกำไรแล้วคิดว่าเป็นการลงทุนอยู่ (เก็งผิดแต่ไม่ยอมตัดขาดทุน)

ประเด็นที่จะทำให้เลือกซื้อหุ้นถูกขายแพงได้ ต้องรู้จักวิธีการดูมูลค่า
– มูลค่าของธุรกิจจะมีตัวแปร 3 ตัวที่ต้องนำมาคิด
– กระแสเงินสดที่ธุรกิจสร้างได้
– การเติบโตของกระแสเงินสดในแต่ละปี
– อัตราที่ใช้ในการคิดลด
– ดังนั้นต้องอาศัยการดูงบการเงิน การคาดการณ์ผู้บริหาร แนวโน้มของธุรกิจ เพื่อนำมาใช้พิจารณาตัวแปร 3 ตัวที่เรานำมาใช้ในการประเมินมูลค่า และนำมาเปรียบเทียบกับราคาในตลาดเพื่อดูว่าราคาถูกหรือแพง
– หลักการลงทุนจึงมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ การที่จะประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว ต้องอาศัยการศึกษาหาข้อมูล หลักการและประสบการณ์ เรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ
– คนที่เป็นมือใหม่ จึงดูเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยการเรียนรู้ในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างมาก ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์

การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและบริษัท
– เริ่มจากการวิเคราะห์ด้วย 5Forces Model
– บริษัทไหนที่สร้าง (value) ให้กับตัวธุรกิจได้มากที่สุด จะได้รับส่วนแบ่งกำไรมากที่สุดในระบบไป (เป็นคนสำคัญเพียงคนเดียวของใครหลายๆคน ^^)
– การที่ตลาดโต ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมกลุ่มนั้นจะดีเสมอไป มูลค่าของบริษัทดีหรือไม่ดีส่วนใหญ่จะขึ้นกับลักษณะเชิงโครงสร้างของ อุตสาหกรรมนั้นมากกว่า
– Key หลัก ที่ช่วยในการศึกษาธุรกิจหรือวิเคราะห์ผู้บริหาร สังเกตได้จากการอ่านงบการเงิน มีการเปิดเผยข้อมูลชัดเจนมากน้อยแค่ไหน คำอธิบายผลประกอบการณ์บอกได้ละเอียดพอหรือไม่

ในส่วนถัดไปจะเป็นการอ่านและวิเคราะงบการเงิน การประเมินมูลค่า ลักษณะของหุ้นแต่ละประเภท ตรงนี้ไม่รู้ว่าจะสรุปยังไงดี เลยขอแนะนำให้ไปซื้อหนังสือแปลของอาจารย์ ตามนี้ได้เลยคับ ดีหมดทุกเล่ม ^^

Posted in Uncategorized | Leave a comment

“กูเลิกแล้ว”

เครดิต Weeradej Khonsuntia

เนื่องในโอกาสละสังขารของหลวงพ่อคูณ มีกลอนบทนึง ไม่รู้ว่าหลวงพ่อคูณท่านแต่งเองหรือเปล่าแต่มันจริงเหลือเกิน

กูก็อยู่ ของกู อยู่ดีดี
คนนั้นที คนนี้ที รี่มาหา
มากันจน ล้นวัด เปี่ยมศรัทธา
ราวกับว่า ทั้งจังหวัด มีวัดเดียว
มาให้กู โขกเขก มะเหงกงุ้ม
กูสุดกลุ้ม เปลี่ยนเป็นไม้ ให้หวาดเสียว
มันกลับดัง ขลังกว่า แห่มาเกรียว
กระทั่งเยี่ยว ยังแย่งจอง เป็นของดี
จะพร่ำบอก อย่างไร ไม่รับรู้
ว่าตัวกู มิได้เลิศ ประเสริฐศรี
มันกลับมองตัวกู ปูชนีย์
ใช้เป็นที่ ดับร้อน ผ่อนลำเค็ญ
ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว เป็นใบ้หวย
สิบคนรวย ล้านคนจน ไร้คนเห็น
ไอ้สิบคน กร่นเล่า เช้ายันเย็น
กูเลยเป็น เซียนใบ้หวย ด้วยอีกคน
ท่านั่งยอง ของกู ก็หรูเฟื่อง
เป็นพระเครื่อง คณารุ่น วุ่นสับสน
บ้านจัดสรร กอล์ฟคลับ ยังสัปดน
ย่องนิมนต์ กูโปรโมท โฆษณา
บ้างเอากู เลี่ยมทอง ผุดผ่องใส
หวังใจให้ คุ้มกัน ผ่องปัญหา
แล้วเกิดกู เคราะห์กรรรม กระหน่ำพา
ใครจะมา ช่วยดึง มีงคิดดู
ขนาดเก๋ง เยอรมัน คันเป็นล้าน
ชนสะท้าน ท้ายยุบ ก้นบุบบู้..
ตัวกูจริง เสียงจริง ยังกลิ้งรู
นอนคุดคู้ รอช่วย ด้วยเหมือนกัน.

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ความเห็นเรื่อง เงินถุงแดง

ความเห็นเรื่องเงินถุงแดงครับ สรุปว่า มีจริงแต่ไม่ได้เอามาใช้กู้ชาติตอนสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างที่ร่ำลือกันคาดว่าจะหมดไปตั้งแต่สมัย ร 5 แล้ว

ที่มา https://www.facebook.com/terasphere โพสต์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2558 เวลา 3:51am
“”…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง แต่ไม่ได้ตัวเงินกี่มากน้อย แต่เงินเบี้ยหวัดปีละ ๑๑,๐๐๐ ชั่ง ก็วิ่งตาแตก ได้เงินในคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่วิ่งมาหาเป็นพื้น นอกนั้นก็ปล่อยค้าง ที่ได้เงินตัวจริงมีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ชั่งเท่านั้น …

เงินไม่พอจ่ายราชการต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพมาจนปีมะแมนี้ (พ.ศ.๒๔๑๔) เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ชั่ง

พราะเหตุเช่นนี้ หม่อมฉันจึงนิ่งอยู่ไม่ได้ จับจัดการคลังมหาสมบัติ…”

พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส พ.ศ. ๒๔๑๔ (ร.ศ.๘๙)

พอมาดูพระราชหัตถเลขานี้ เรื่องเงินถุงแดงกู้เอกราชจ่ายให้ฝรั่งเศส ร.ศ.๑๑๒ ดูจะไม่ค่อยเข้าเค้าความเป็นจริงเลย เพราะชั้นแต่เงินจะจ่ายเบี้ยหวัดให้เจ้านายยังค้าง จ่ายราชการก็ค้าง ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๑(ปีสวรรคต ร.๔ ร.ศ. ๘๖) จนถึงปี ๒๔๑๔ ร.ศ.๘๙ ถ้ามีเงินจริงคงต้องเอาออกมาใช้แล้ว

ในเอกสารพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ โดยเจ้าพระยาทิพากรวงศามหาโกษาธิบดี ได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ที่สำคัญเมื่อใกล้สวรรคตพระราชทานแก่ขุนนาง ข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าฯ ไว้ว่า “การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว ทุกวันนี้คิดสละห่วงใยได้หมด อาลัยแต่วัดวา สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็มี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไปจะไม่มีผู้ช่วยทำนุบำรุง เงินในพระคลังที่เหลือจับจ่ายในราชการแผ่นดินมีอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่งนี้ ขอสัก ๑๐,๐๐๐ ชั่งเถิดให้ไว้บำรุงวัดวาที่ค้างอยู่”

เท่ากับว่าเงินเหลือสมัย ร.๓ มีแค่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง เอาไปซ่อมวัด ๑๐,๐๐๐ ชั่ง แต่พอขึ้น ร.๕ เป็นหนี้ไปแล้ว แสนชั่ง

เห็นทีว่าเงินถุงแดงกู้เอกราชจากฝรั่งเศส น่าจะมาจากเงินภาษีอากรที่พระปิยมหาราชทรงจัดระบบภาษีใหม่ ขึ้นหอรัษฎากรพิพัฒน์เสียมากกว่าจะเป็นเงินเก่าสมัย ร.๓

เว็บกระทรวงการคลังก็ยอมรับว่าเรื่องเงินถุงแดง ไม่มีหลักฐานบันทึกใดๆ ในประวัติศาสตร์ http://emuseum.treasury.go.th/article/376-thungdaeng.html

งบ ประมาณแผ่นดินไทยยุคนั้นตกปีละ 5-6 หมื่นชั่ง เอง คิดเป็นบาทก็ราว 4-5 ล้านบาท ถ่วงเงินเฟ้อมาตรฐานแล้วเทียบกับปัจจุบัน ก็ประมาณ 8-9 หมื่นล้าน

อากร เฉพาะกิจอะไรไม่มีหรอกครับ ไม่มีบันทึก ไม่มีจดหมาย ไม่มีบัญชี มีแต่คำบอกเล่าต่อๆ กัน มันเป็นไปไม่ได้ในการจัดการการเงินประเทศชาติ

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152683590071809&set=a.179824101808.128902.684336808&type=1
“อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า เรื่อง “เงินถุงแดง” น่าจะเป็นเรื่องแต่งเล่าลือปากต่อปากมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง เช่นเดียวกับเรื่องแต่งอื่นๆ หรือพงศาวดารกระซิบ จำพวก พระเจ้าตากหนีไปบวชที่นครศรีธรรมราช คือ

ร.๕ ทรงเป็นนักเขียน นักจดบันทึก ทรงมีบทพระราชนิพนธ์มากมาย ขนาดพระราชหัตถเลขาถึงพระราชโอรสยังนำมาศึกษากัน หรือเรื่องกลอนที่บ่นทอดถอนพระ ราชหฤทัยกรณี ร.ศ. ๑๑๒ ตอบโต้กับกรมพระยาดำรงฯ มาเป็นเรื่องๆ ให้เรียนกัน ในเรื่องขัตติยพันธกรณี (เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์ มนะกลุ้มบำรุงกายฯ)

การที่ร. ๕ จะไม่ทรงนิพนธ์เรื่องสำคัญยิ่ง อันเป็นเรื่องเกี่ยวพันถึงความอยู่รอดเป็นตายของแผ่นดิน และเป็นพระปรีชาสามารถของพระปิตุลาธิราชเจ้า คิดว่าถึงขั้นเป็นไปไม่ได้”

บทสนทนา ในกระทู้ ก็น่าสนใจครับ

Xaiwooth TanXai จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยคุยกับ”ผู้ใหญ่”ท่านหนึ่งซึ่งสืบสายจากรัชกาลที่ 3 ท่านเล่าว่าเงินที่ ร.3 เก็บไว้มีจริงๆ เป็นเงินส่วนพระองค์ที่ท่านได้มาจากสมัยแต่งสำเภาขายสมัยหนุ่มๆ แต่พอปลายรัชกาล ท่านทรงผิดใจกับพวกฟากข้างโน้นด้วยเหตุผลบางประการ และระแวง จึงดำริจะยกบ้านยกเมืองให้กับ สมเด็จชี หรือ สมเด็จพระ แต่ทรงขอไว้ว่าทรัพย์สมบัติพวกนี้ให้เป็นของลูกๆท่านแบ่งกันเสีย

ครั้นพอสมเด็จชี ได้บ้านได้เมือง ก็ทรงไม่ให้แบ่งเงินถุงแดงที่ว่าตามพระราชดำริ แต่ทรงเก็บไว้ “ด้วยเรื่องของบ้านของเมือง”

ฝ่ายลูกๆ พระนั่งเกล้าก็มองตาปริบๆ

Theerapat Charoensuk เอาไว้เป็นหลักฐานชั้นสามน่ะครับ แต่หลักฐานชั้นแรกไม่มีบันทึกไว้เลย คงได้เป็นแค่พงศาวดารกระซิบ

Xaiwooth TanXai แหม่มันก็พูดยากน่ะพี่อุ้ย เพราะเรื่องราวต่างๆมันถุกชำระเสียในสมัย ร4 เป็นต้นมา

จริงๆก็น่าคิดนะ เท่าที่อ่านมา พระนั่งเกล้าไม่สมาคมกับสมเด็จชีเท่าไหร่ แต่กลับสนิทกับท่านฟ้าน้อยเสียมากกว่า

แค่ เรื่องนิกายธรรมยุตต กับการครองผ้าก็แทบจะไม่เผาผีกันเสียแล้ว พระนั่งเกล้าถึงตรัสสั่งเสียให้ “พ่อมั่ง” หรือกรมพระยาเดชาดิศร เอาผ้าไปให้ กรมหมื่นนุชิตชิโนรสครองเสีย เพื่อปราม สมเด็จชี

Theerapat Charoensuk อืม ว่าไปแล้วก็เป็นไปได้ในแง่ที่จะมองว่า ร.๕ ไม่ทรงเขียนเรื่องนี้ไว้เพราะ “เสียพระพักตร” ที่ต้องเอาเงินของพระปิตุลา (ที่ไม่ถูกกับพระชนก) มาใช้ช่วยบ้านเมือง

แต่พระราชอัธยาศัยของ ร.๕ ทรงวิจารณ์อดีตด้วยพระราชหฤทัยกว้างขวาง เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะคิดแบบนี้

Xaiwooth TanXai ผม ก็ว่าเช่นนั้น เพราะว่าเรื่อง “เงินถุงแดง” มันไม่น่าจะไม่ใช่เรื่องแต่งเสียทีเดียว เพราะหากเป็นเรื่องแต่ง ทำไมถึงต้องแต่งให้เห็นเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระนั่งเกล้า หรือ ถ้าแต่ง แล้วสยามเอาเงินจากไหนไปจ่ายพวกฝรั่งเศส

Theerapat Charoensuk ถ้า มองว่าเงินแผ่นดินปีนึงๆ ได้ห้าหมื่นชั่ง (ประมาณ 4 ล้านบาท) ขึ้นไป ผมคิดว่า งบประมาณส่วนเกินสะสมตั้งแต่ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ถึงปีเกิดเหตุ (2416-2437) น่าจะพอจ่ายนะครับ

Wasu Khamhom เรื่อง เงิน ถุงแดงคงมีจริง แต่ไม่ได้มีมากจนจ่ายหนี้ให้ฝรั่งเศลได้ และเงินในถุง ก็คงไม่ใช่เหรียญทองอินทรีย์ของเม็กซิโกด้วย ถ้าเป็นเงินก้อนตำลึง มีประมาณ 4-5 ถุง รวมแล้วไม่กี่ชั่งนี่น่าเชื่อเสียมากกว่า
เรื่องเงินถุงแดง ที่แต่งนี้ผมว่ามาจากขุนนางที่ปลื้มร. 3 ที่ต้องการดิสเครดิต ร. 4 ครับ เพราะในยุคนั้นต้องบอกว่าาร. 3 เลี้ยงดูขุนนางได้ดีกว่า โดยเฉพาะกับตระกูลบุนนาค ที่มีอิทธิพลเติบโตมาได้เพราะร. 3 ล้วนๆ แต่พอร. 4 ขึ้นครอบราชย์ก็โดน รวมอำนาจเรื่องเก็บภา
ษี ไป ยิ่งพอสมัยร. 5 นี่เสียทาสไปหมด เป็นเหตุผลที่จะมีขุนนางสมัยร. 3 หลายตระกูลก็คงต้องแต่งเติมเรื่องเล่ามาดิสเครดิตร. 4 เอาไว้บ้าง ประมาณว่า ร.4 ไม่ได้เก่งอะไรหรอก ก็ขึ้นมายึดอำนาจแล้วเอาเงินร. 3 มาใช้

Theerapat Charoensuk คง ต้องขอเวลาศึกษาหาเอกสารเพิ่มเติม ว่าจุดเริ่มต้นของตำนานนี้ครั้งแรกมาจากไหน ปรากฏโดยใครแต่ง เท่าที่เห็นคือมาจากบันทึกความทรงจำ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นมา” ของ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล

ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรื่องเล่ามีที่มาหรือเจตนาอย่างไร

Posted in Uncategorized | Leave a comment

A marxist should not believe in ghost

from http://mobile.nytimes.com/2015/02/22/magazine/the-visitor.html?emc=edit_tnt_20150219&nlid=60687302&tntemail0=y&_r=2&referrer

The Visitor

A year ago, I was teaching in eastern Thailand, and the dean told me I could have free housing on campus. I went to visit the house. There was a professor living there who was planning to move out. “You won’t be alone,” he said.

I didn’t know what he meant. When I walked around, there were pictures of monks, small Buddha statues and amulets hanging from the walls. The house was situated on a potholed road on the edge of campus in what can only be described as jungle. It was so humid there that your shirt stuck to your skin. I decided to move in anyway. My salary was low — $460 a month — and the house was free.

I loaded my stuff into the back of a pickup truck — books, computer, clothing and a bed — and moved into a bedroom on the second floor. Another professor moved in across the hall; his specialty was political economy. The electricity in the house wasn’t very reliable. When the power went out, we lighted candles or used our mobile phones to see. The floors creaked as you walked.

But mostly, it was a house like any other. Then one morning, my housemate approached me. “Last night a ghost jumped into my body,” he said.

I didn’t believe him. My housemate offered me an amulet for my protection. In my entire life, I have never worn any kind of amulet. I was born a Buddhist, but I don’t believe in any religion — and I never believed in the supernatural. A Marxist should not believe in ghosts.

A month later, I went to the funeral of a distant cousin and then hiking at Khitchakut Mountain, which is revered by Thai Buddhists. As I said, I’m not religious. I just wanted to see it. The next day, I returned to my house. Just as I was about to go to sleep, I felt something pulling my toes.

At first, I thought my housemate was playing a joke on me. But it was the end of the semester, and he had already left. I was all alone. I tried to reason about the situation. Maybe it was a cramp in my leg. I was about to go back to sleep when I had a definite feeling that someone was standing next to me. I opened my eyes and saw a very clear shadow of a person. I sat up and turned on the light. No one was there.

I walked downstairs and opened the door. The stray dogs outside didn’t bark as they always do when you open the door. I kept thinking, I don’t believe in ghosts. I went to bed around midnight.

The next day, I proctored exams and then went back to my house. I kept telling myself that everything was normal. But when I was about to go to sleep, something pulled my right hand, very hard. I turned on the light and put on some heavy metal — Metallica, Slayer, Megadeth. I thought that maybe the ghost would dislike this music. I kept the music going all night.

In the morning, I went to work, but I didn’t tell anyone about the ghosts. I didn’t want anyone to think I was crazy. That night, when I was about to go to sleep, I heard the sound of footsteps in the room next door. Maybe it was a thief, I told myself. The only weapon I could find was a screwdriver. I walked quietly, poised to attack, and opened the door quickly. No one was there.

That night, I dreamed about a woman and a child. The woman said, “I have followed you since the funeral.” She said that she liked me, and that she wanted me to transfer some of my good karma to her. I woke up and saw a shadow and heard someone walking. I said, “What do you want from me?” I felt as if I were going crazy. All night, I played computer games.

My friends ridiculed me. “How could a Marxist see a ghost?” It became a running joke.

I decided to follow a Thai tradition. I drove to a temple about 13 miles from my house. I brought Buddhist offerings. When I met the abbot, he smiled and said, “Something happened to you, right?” I had never been to that temple. How did he know?

I told the whole story to him, but I didn’t say anything about my dream. The abbot chanted prayers and gave me holy water. I didn’t know any of these rituals because I rarely went to Buddhist temples. He asked me, “Where did you go recently?” I told him about the funeral and the hiking. The ghost had followed me since the funeral, the abbot said, and was still following me.

The ghost never came back. Not long after, I quit my job at the university, but it wasn’t because of the house. Marxist scholars believe in historical materialism, in science and tangible things. But my friends love to tease me: “Are you still running from your ghosts?”

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ประวัติศาสตร์ที่โดนตัดต่อ


รายการเจาะข่าวตื้น 136 เทปนี้ พิธีกรเทียบแบบเรียนเก่า กับ แบบเรียนใหม่

นาที ที่ 13 เป็นต้นไป เจาะข่าวตื้น เอาหนังสือแบบเรียนรุ่นใหม่ที่เขียนใหม่ปี 2553 สมัย ปชป ที่ชินวรณ์ บุณยเกียรติ คุมกระทรวงศึกษาธิการ มาชำแหละ พบว่า ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง โดนตัดต่อ โดยตัดชื่อนักการเมืองทุกฝ่าย ทั้ง ทักษิณ และ ปชป เหลือชื่อ พันธมิตร ชื่อทหารเท่านั้น

เท่าที่ฟัง พิธีกรอ่าน พบว่า ตัดชื่อแบบนี้ จะอ่านไม่รู้เรื่องนะครับ และไม่เห็นความเชื่อมโยง เช่น คุณสมัครและ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนอมินีทักษิณ หรือ เหตุการณ์ต้มยำกุ้งที่ทำให้ นายกชวนต้องยุบสภา เป็นต้น

ทำแบบนี้ ถือว่าน่าเกลียด บิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างให้อภัยไม่ได้ครับ

Posted in Uncategorized | Leave a comment