แนะนำหนังเล่าเรื่องพุทธจากเกาหลี

จากโพสต์นี้ https://www.facebook.com/kornkitd/posts/10152788573731954:0

วิวาทะเรื่องหนัง “ขรัวโต” ทำให้ผมคิดถึงเรื่องคุณภาพหนังไทยเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกครั้ง หลังจากคิดแล้วคิดอีกมานานหลายปี ดูมาหลายเรื่องก็ยังไม่ค่อยถูกใจ เพราะการดัดแปลง (Adaptation) คำสอนยังไม่ถึง ไม่มีมิติ ที่สำคัญไม่ทันสมัย แล้วใครจะไปดูล่ะครับ? เรื่องดัดแปลงคำสอนมาเป็นหนังทำกันยังไม่ถึงผมเชื่อว่าผู้สร้างไม่เข้าใจ หลักธรรมมากพอ หรืออาจจะเข้าใจชีวิตแต่นำมาตีแผ่ในแง่มุมของธรรมะไม่เต็มที่

ที่ว่าไม่ได้เข้าใจหลักธรรมมากพอไม่ได้หมายความว่าต้องนั่งวิปัสสนาบรรลุ ธรรมนะครับ แต่ต้องศึกษาด้านปรัชญาพุทธมาระดับหนึ่ง จนซาบซึ้งพอ รู้ว่าจะหยิบตรงไหนมานำเสนอ และจะเสนอยังไง พูดง่ายๆ คือ ต้องทำการบ้านด้วยการอ่านคัมภีร์ ประวัติศาสต์ศาสนา และทำหนัง Drama เป็น แบบที่ดูแล้วผู้ชมรู้สึกร่วมไปด้วย

หนังพุทธต้อง Drama นะครับ เหมือนพุทธประวัติก่อนออกมหาภิเนษกรมณ์ เจ้าชายสิทธัตถะก็พบกับความผันผวนของชีวิตจนต้องออกบวช ถ้าทำหนังพุทธแต่นเสนอแบบพระเทศน์ก็จบกัน

ผมยกตัวอย่างเกาหลีใต้แล้วกัน ประเทศนี้พุทธศาสนาถูกกดขี่มาก ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่นับถืออะไรสักอย่าง แต่หนังเกี่ยวกับพุทธศาสนที่ดีที่สุดกลับมาจากที่นี่ แม้แต่ที่ญี่ปุ่นก็เทียบเกาหลีไม่ติดใน genre นี้

เท่าที่เคยชมมาบ้าง พอจะรวบรวมหนังพุทธศาสนาทีดีที่สุดจากเกาหลี (และคนทั่วโลกก็ซูฮก) ได้ดังนี้

1. Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring – เรื่องนี้เซียนหนังชอบกันมาก เกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตจากฤดูกาลผลบาน สู่โรยรา แล้วก็ผลิบาน ผ่านความสงบนิ่ง สู่ความหวั่นไหว วูบวาบ และหวนคืนสู่สันตินิรันดร์ ใช้ฉากสำนักสงฆ์กลางหุบเขา แต่ฉากทำสุดยอดมาก คือทำกุฏิวิหาร (เกาหลีเรียว่า “อัม”) เป็นแพลอยกลางหนองน้ำใหญ่โอบล้อมด้วยภูผา หนองน้ำแทนสังสารวัฏ ส่วนวิหารแพคือธรรมนำพ้นวังสารวัฏ ภูผาคือนิพพานหลุดพ้น นัยยะซ่อนไว้ทุกแง่มุมแต่ตีความไม่ยากเลย หนังเองก็ดำเนินเรื่องไม่ซับซ้อนแต่ลึกซึ้งมาก

2. Aje Aje Bara Aje – เป็นหนังเกี่ยวกับความขัดแย้งและย้อนแย้งภิกษุณี 2 รูป คนหนึ่งเชื่อว่าจะบรรลุธรรมได้ก็ด้วยการปลีกวิเวก อีกคนเชื่อว่าจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อเกลือกกลั้วกับทางโลกจนเกิดความเบื่อ หน่าย ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจบรรพชิตหรือแม้แต่คฤหัสต์ทุกหนแห่ง ล้วนตั้งคำถามว่า ทางธรรมดีกว่าหรือทางโลกดีกว่า ที่จะทำให้เราได้เขาถึงสัจธรรมที่แท้จริง เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาปรัชญาแต่ยังมีความขัดแย้งของมนุษย์ปุถุชนด้วย

3. Mandara – เรื่องก่อนหน้าเป็นความขัดแย้งระหว่างภิกษุณี เรื่องนี้เป็นประเด็นคล้ายๆ กัน แต่ตัวเอกคือภิกษุ 2 รูป บำเพ็ญธุดงควัตร รอนแรมไปทั่ว คนหนึ่งเคร่งวินัย อีกคนฉันเสุราไมขาด เพราะความกลัดกลุ้มใจ เพราะหวังจะบวชหนีทางโลก แต่ยังถูกโลกรุมเร้าจิตใจเสมอมา พระฝ่ายเคร่งเกือบจหวั่นไหวเพราะภัยทางโลกจากอีกรูปหนึ่งหลายครั้ง แต่สุดท้าย ก็เข้าใจได้ว่าทางโลกนั้นเปล่าประโยชน์ จึงจาริกอย่างมุ่งมั่นต่อไป

4. Why Has Bodhi-Dharma Left for the East? – ชื่อเรื่องนี้มาจากปริศนาธรรมของนิกายฉาน (นิกายเซน หรือเกาหลีเรียกว่าซอน) คือ “เหตุใดพระโพธิธรรมจึงเดินทางมาตะวันออก?” คำตอบนี้พระที่ถูกถามจะต้องขบคิดอยุ่ทุกขณะจิต กระทั่งเกิดความสว่างวาบ เกิดภาวะบรรลุธรรมขึ้นจึงจะปล่อยวางได้ เรื่องนี้มีปริศนาธรรมเป็นแกนหลัก มีแรงปรารถนาและความกังขาของพระหนุ่มหมุนวนอยู่รอบๆ คอยขับเคลื่อน ใช้ฉากวัดเล็กๆ ในป่า พระหนุ่มหนีโลกโสมม เดินทางมาหวังจะพบสันติแท้จริง แต่หลังจากขบคิดปรัศนาธรรมครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เข้าใจ ทั้งยังถูกรบกวนด้วยอารมณ์ปุถุชน พระหนุ่ม อาจารย์เฒ่า และเณน้อย ทั้งสามดำรงอยู่ในปริศนาธรรม และช่วยกันขับเคลื่อนปริศนาธรรมอย่างกินใจ

5. Hwa-Om-Kyung – เป็นการ Adaptation คันฑวยูหสุตร ซึ่งว่าด้วยจาริกแสวงหาอาจารย์ของสุธนกุมาร ในเรื่องนี้สุธนกุมาร หรือ ซอนแจ เป็นเด็กกำพร้า พานพบผู้คนหลากหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนของอาจารย์ในคันธวยูหสุตร ซึ่งมีทั้งภิกษุ โสเภณี นายช่าง อาจารย์ ฯลฯ แต่ละคนที่ได้พบเสวนาซอนแจได้เรียนรู้สัจจธรรมแง่มุมต่างๆ เหมือนสุธรกุมารค่อยๆ สั่งสมปัญญากระทั่งบรรลุธรรรมในที่สุดแต่หนังทำอย่างแนบเนียนในฉากร่วมสมัย ไม่มีกลิ่นอายธรรมะที่น่าเบื่อเลย เป็น Adaptation ที่ยอดเยี่ยมมาก

ผู้กำกับเกาหลีแข่งกันสร้างหนังแถมยังซ่อนนัยยะของพระสูตรในหนังแต่ละเรื่อง อีก เป็นการแข่งซ่อนนัยยะที่สุดยอดมาก อย่างงเรื่อง Spring, Summer, ใช้ “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” (ชิมคย็อง) เป็นแกนหลัก พระสูตรนี้ว่าด้วยความไร้แก่นสาร ความเป็นอนิจจังของชีวิต ก็ตรงกับคอนเซปต์หนัง ส่วนเรื่อง Aje Aje Bara Aje ก็ใช้พระสูตเดียวกัน เพราะคำว่า “อาเจ อาเจ พารา อาเจ” มาจากคาถาท้ายพระสูตรนี้ หมายความว่า “ไป ไป ไปฝั่งโน้น ไปให้ถึงฝั่งโน้ หเวย!” “ฝั่งโน้น” หมายถึงปลายทางของสังสารวัฎนั่นเอง ส่วนเรื่อง Hwa-Om-Kyung มาจากอวตังสกสูตร บทคันฑวยูหสูตร ซึ่งมีความลึกซึ้งมาก แต่ผู้กำกับก็ทำออกมาได้ลึกล้ำ หากไม่ยากที่จะเข้าใจ

เกาหลีเป็นตัวอย่างที่ดีครับ อยากให้วงการภาพยนต์ไทยใช้เป็นแบบอย่าง การนำเสนอหนังแฝงธรรมะ เป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่ถ้านำเสนอแบบไม่มีชั้นเชิง หรือทำการบ้านน้อยเกินไป นอกจากหนังจะล้มเหลวแล้ว คนยังจะยิ่งเบื่อธรรมะเข้าไปอีก


https://www.youtube.com/watch?v=SXCXHed3GC8
https://www.youtube.com/watch?v=Y5pWziBB1NE
https://www.youtube.com/watch?v=6mkGPThcugc

https://www.youtube.com/watch?v=5mVba2EOsEs

https://www.youtube.com/watch?v=5mVba2EOsEs

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s