สรุปแนวความคิดที่ได้จากงานสัมนา ลงทุนหุ้น..ฟรุ้งฟริ้ง

จาก เฟซ Saran Prohsoontron

ขอขอบคุณอาจารย์ Pornchai Rattananontachaisook และทีมงาน มา ณ ที่นี้ด้วยนะคับ

ทำไมต้องลงทุนในหุ้น?
– เริ่มสังเกตุไหมว่าสมัยนี้คนเล่นหุ้นกันมากขึ้น
– เนื่องจากสื่อต่างๆแสดงให้เห็นคนประสบความสำเร็จกันเยอะ พอเห็นเยอะก็สนใจตลาดหุ้นกันมากขึ้น จำนวนเม็ดเงินที่ไหลมาจากคนที่ไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
– บางคนก็ยังเข้ามาในตลาดหุ้นโดยมองว่าเป็นการพนัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ถูกสอน เนื่องจากราคาที่ผันผวน ทำให้ดูเสี่ยง มีแต่เจ้ามือที่ควบคุมราคาได้
– จริงอยู่ที่ในระยะยาว ตลาดหุ้น ยังผลตอบแทนที่มากที่สุดว่าสินทรัพย์อื่นๆ แต่เนื่องจากมันจะมีบางปีจะให้ผลขาดทุนหนักๆ ตรงนี้ทำให้หลายๆคนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นถ้าอยากลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักตลาดหุ้นให้ดีเสียก่อน

ทำไมต้องสนใจตลาดหุ้น?
– เพราะการที่เก็บออมฝากธนาคารแบบเดิมๆใช้ไม่ได้ผล ดอกเบี้ยสมัยนี้ ฝากเงินไปจนเกษียณ อาจไม่พอกิน หรือต้องอยู่แบบจะใช้จ่ายทีต้องคิดแล้วคิดอีก กิจกรรมทางเลือกต่างๆมีอยู่อย่างจำกัด
– เทียบกับการที่รู้จักตลาดหุ้น และรู้จักวิธีการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน มันสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ มีเงินมากพอที่จะดำรงชีวิตด้วยความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม
– ถามว่ายากไหม คำตอบคือ เป็นสิ่งที่เรียนรู้ ฝึกฝนกันได้ ไม่ได้ยากเกินไปแต่ก็ไม่ได้ง่ายจนใครๆก็ทำกันได้
– สิ่งสำคัญคือ เหตุผลที่เราให้ความสนใจที่จะทำ เพราะหากไม่มีเหตุผลที่มากพอ เมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรคหลายๆครั้งเข้า ก็จะทำให้เราล้มเลิกได้ง่ายๆ

แนวการเล่นหุ้น?
– พวกตามข่าว ขอหุ้นเด็ด ซื้อหุ้นปั่น ใช้ไสยศาสตร์ เสี่ยงดวง สังเกตุดูว่ามีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยใช้วิธีพวกนี้บ้าง?
– เทียบกับการลงทุนแบบปัจจัยพื้นฐาน มีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จให้เห็นอยู่หลายๆคน แม้ว่าปีไหนที่ตลาดหุ้นตก ก็ยังมีคนที่ใช้แนวทางนี้ลงทุนได้กำไรอยู่ทุกๆปี
– อย่าลืมว่า ช่วงที่ผ่านมาตลาดเป็นขาขึ้น การใช้วิธีการไหนๆก็ได้กำไรกันได้ง่าย (นอกจากเลือกหุ้นจิ้มผิดตัว) ตลาดขาขึ้นมีเซียนเกิดขึ้นกันตรึม ต้องระวัง
– วิธีการลงทุนที่ถูกต้องจริงๆ ควรจะสามารถทำกำไรได้ทุกๆสถานการณ์ มีความยั่งยืน และใช้ได้ผลตลอดไป

ลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องก่อน
– นักลงทุนที่ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน จะมองหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ตรงกันข้ามกับนักเก็งกำไร จะมองเป็นแค่ชื่อย่อภาษาอังกฤษ ราคาขึ้นๆลงๆ
– คนส่วนใหญ่มักเข้าใจเรื่องความเสี่ยงผิด หุ้นมีความเสี่ยงจริงจากราคาที่ผันผวน แต่จะยิ่งเสี่ยงมากถ้าลงทุนแบบไม่มีความรู้เลย การมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นจะช่วยให้ความเสี่ยงมีน้อยลง

เรียนรู้เรื่องหุ้น
– มันแปลกตรงที่ ถ้าให้คน 7 คนสอนเรื่องการลงทุน อาจจะได้รับคำแนะนำที่ไปคนละทิศละทาง จนไม่รู้ว่าจะเลือกไปทางไหน ไม่เหมือนการเรียนหลักวิชาการทั่วๆไปที่สอนเหมือนๆกันหมด
– การลงทุนให้หุ้นจึงมีความเป็นศิลปะ ไม่มีหลักการอะไรที่ตายตัวชัดเจน
– เนื่องจากเราลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวไม่ได้ลงทุนซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องสนใจดัชนีตลาด หัวใจหลักจริงๆคือต้องพยายามเลือกลงทุนหุ้นให้ถูกตัวมากกว่า
– หุ้นในระยะสั้นราคาจะผันผวนมาก แต่ในระยะยาว ราคาหุ้น จะขึ้นอยู่กับ ผลกำไร ของบริษัท

ก่อนจะรู้จักตลาดหุ้น ต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเป็นนักลงทุนเชิงรับหรือเชิงรุก
– นักลงทุนเชิงรับ จะรู้ตัวเองว่าไม่ได้บ้าหุ้นมากนัก มองว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งของการออมเงินเพื่ออนาคต ไม่รู้จักการประเมินมูลค่าหุ้น ดังนั้นลักษณะการลงทุนควรเป็น
– ลงทุนในกองทุนรวม และควรซื้อกองทุนแบบที่อิงดัชนี มีค่าคอมฯต่ำ
– ลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง มีแนวโน้มเติบโต
– กระจายไปหลายๆ อุตสาหกรรม
– ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซื้อถัวเฉลี่ยไปเรื่อยๆ แบบ DCA
– นักลงทุนเชิงรุก มีความบ้าหุ้น ทุ่มเทความพยายามและเวลา เพื่อสร้างผลตอบแทน มีความตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต
– ลงทุนตามความรู้ความเข้าใจที่มี
– ลงทุนได้หลากหลายกว่า
– ปัญหาหลักที่ลงทุนแล้วผิดพลาดคือ เป็นแค่นักลงทุนเชิงรับ แต่ใช้วิธีการเชิงรุก หรือไปเก็งกำไรแล้วคิดว่าเป็นการลงทุนอยู่ (เก็งผิดแต่ไม่ยอมตัดขาดทุน)

ประเด็นที่จะทำให้เลือกซื้อหุ้นถูกขายแพงได้ ต้องรู้จักวิธีการดูมูลค่า
– มูลค่าของธุรกิจจะมีตัวแปร 3 ตัวที่ต้องนำมาคิด
– กระแสเงินสดที่ธุรกิจสร้างได้
– การเติบโตของกระแสเงินสดในแต่ละปี
– อัตราที่ใช้ในการคิดลด
– ดังนั้นต้องอาศัยการดูงบการเงิน การคาดการณ์ผู้บริหาร แนวโน้มของธุรกิจ เพื่อนำมาใช้พิจารณาตัวแปร 3 ตัวที่เรานำมาใช้ในการประเมินมูลค่า และนำมาเปรียบเทียบกับราคาในตลาดเพื่อดูว่าราคาถูกหรือแพง
– หลักการลงทุนจึงมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ การที่จะประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว ต้องอาศัยการศึกษาหาข้อมูล หลักการและประสบการณ์ เรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ
– คนที่เป็นมือใหม่ จึงดูเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยการเรียนรู้ในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างมาก ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์

การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและบริษัท
– เริ่มจากการวิเคราะห์ด้วย 5Forces Model
– บริษัทไหนที่สร้าง (value) ให้กับตัวธุรกิจได้มากที่สุด จะได้รับส่วนแบ่งกำไรมากที่สุดในระบบไป (เป็นคนสำคัญเพียงคนเดียวของใครหลายๆคน ^^)
– การที่ตลาดโต ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมกลุ่มนั้นจะดีเสมอไป มูลค่าของบริษัทดีหรือไม่ดีส่วนใหญ่จะขึ้นกับลักษณะเชิงโครงสร้างของ อุตสาหกรรมนั้นมากกว่า
– Key หลัก ที่ช่วยในการศึกษาธุรกิจหรือวิเคราะห์ผู้บริหาร สังเกตได้จากการอ่านงบการเงิน มีการเปิดเผยข้อมูลชัดเจนมากน้อยแค่ไหน คำอธิบายผลประกอบการณ์บอกได้ละเอียดพอหรือไม่

ในส่วนถัดไปจะเป็นการอ่านและวิเคราะงบการเงิน การประเมินมูลค่า ลักษณะของหุ้นแต่ละประเภท ตรงนี้ไม่รู้ว่าจะสรุปยังไงดี เลยขอแนะนำให้ไปซื้อหนังสือแปลของอาจารย์ ตามนี้ได้เลยคับ ดีหมดทุกเล่ม ^^

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s