“ร้อยเนื้อทำนองเดียว” Variations on the same theme by เกษียร เตชะพีระ

“Philosophers have only interpreted the world in the various ways: the point is to change it”

“นักปรัชญาตีความโลกไปต่างๆกัน ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปลียนแปลงโลก”

Karl Marx
Thesis XI, Theses on Feuerbach, 1845

ในบรรดา “คติพจน์” อมตะทางการเมืองของยุคสมัยใหม่โดยเฉพาะในหมู่นักปฏิวัติสังคม และนักเคลื่อนไหวเพื่อมวลชนนานาชาตินานาภาษาทั่วโลก คงจะไม่มีบทไหนชิ้นใดโดดเด่นคุ้นหู ติดปากเกินคติพจน์ข้างต้นของสหายคาร์ล มาร์กซ (ค.ศ. ๑๘๑๘ – ๘๓) บิดาแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ กล่าวไว้ตั้งแต่ ๑๖๙ ปีก่อนและนับแต่นั้นก็ได้ถูกหยิบยกอ้างอิงมากล่าวซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนรวมทั้งดัดแปลงแต่งเติมพลิกแพลงเนื้อหาไปตามเจตนาและสภาพการณ์ของผู้พูดที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับภารกิจการปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงโลกต่าง ๆ นานาร้อยแปดพันเก้า

แน่นอน สำหรับคนเดือนตุลาฯเกิดกึ่งพุทธกาลรุ่นผม หนแรกที่ได้อ่านได้ยินคติพจน์นี้ย่อมอยู่ในบริบทขบวนการเคลื่อนไหวการเมืองของนักศึกษาปัญญาชนบนท้องถนนระหว่าง ๑๔ ถึง ๖ ตุลาฯอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ตามด้วยการรับเชื่อมันเข้ามาชี้นำชีวิตจิตใจแล้วพยายามเข้าไปปฏิวัติ “เปลี่ยนแปลงโลก” จริง ๆ ไม่ใช่แค่ “ตีความมัน” ในเขตชนบทป่าเขาอยู่หลายปี…..

…..ก่อนจะกลับออกมาเป็น “กรวดเม็ดร้าว” ค่อย ๆ เลียแผลและปะติดปะต่อความคิดจิตใจและสังขารร่างกายขึ้นใหม่อยู่นานพอควรในฐานะ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

จากนั้นถึงปัจจุบัน แปลกดี คติพจน์อมตะของสหายมาร์กซบทนี้ยังติดตามมาหลอกหลอน ในวาระโอกาสผิดแปลกแตกต่างอยู่หลายคราว เริ่มตั้งแต่อาจารย์เสน่ห์ จามริกแห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษาสมัยนั้น กล่าวในที่ประชุมสัมมนาวิชาการกลางพุทธทศวรรษที่ ๒๕๒๐ พาดพิงถึงพวกเราลูกศิษย์ลูกหาที่ดื้อรั้นจะเอาแต่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงทัดทานของแกจนสุดท้ายก็พ่ายแพ้ผิดหวังกลับออกจากป่ามาฟื้นคืนสภาพนักศึกษาโข่งเรียนหนังสือกับแกใหม่ว่า:

“ก่อนจะเปลี่ยนแปลงโลกน่ะ อธิบายโลกให้ได้เสียก่อน”
แหะ ๆ

ในทำนองเดียวกัน อาจารย์ ดร. อัมมาร สยามวาลา ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจากธรรมศาสตร์ที่ย้ายสังกัดไปอยู่ TDRI ก็สะท้อนทีทรรศน์ของท่านในฐานะนักวิชาการผู้ตีความโลกต่อคติพจน์ของสหายมาร์กซหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่า:

“ปกติผมไม่ชอบโน้มน้าวหรือไม่ชอบสั่งสอน และหลายคนก็พูดเสมอว่าผมมักจะวิเคราะห์โลกในเชิง positivist เสมอ คือดูว่าโลกมันหมุนอย่างไร ซึ่งผมขอเท้าความไปถึงประโยคสำคัญของคาร์ล มาร์กซ ที่ว่า “ปราชญ์นั้นได้พยายามอธิบายหรือตีความโลกในรูปแบบต่าง ๆ แต่หัวใจคือการที่จะเปลี่ยนโลกอันนั้น”

“ผมคิดว่าปราชญ์นั้นพยายามที่จะเปลี่ยนโลกมาหลายอย่าง แต่ส่วนที่สำคัญคือความพยายามอธิบายและเข้าใจโลกอันนั้น และเพราะเราพยายามเปลี่ยนโลกโดยไม่เข้าใจโลกนั้น ผมถือว่าบาป และนี่คือความเชื่อจากใจจริงของผม ผมถึงพยายามเลี่ยงที่จะมีนโยบาย มีอะไรต่ออะไรออกมาอย่างรวดเร็ว และผมก็หวังว่าจะมีส่วนร่วมในการช่วยอธิบายอะไรต่าง ๆ”

จาก “๖๐ ปีคุรุเศรษฐสยาม ผู้เป็นแบบอย่างนักวิชาการบริสุทธิ์,”
เนชั่นสุดสัปดาห์, ๘: ๓๖๕ (๓-๙ มิ.ย. ๒๕๔๒), ๙.

อดีตนักเปลี่ยนแปลงโลกผู้ล้มเหลวทั้งหลายก็นิ่งฟังไปด้วยความปวดใจล่ะครับ
แต่นั่นยังไม่น่าเจ็บและแปลกใจเท่ารายการถัดไปที่คติพจน์ของสหายมาร์กซดันถูกลำเลิกโดยโจวเหวินฟะ ดาราหน้าเศร้าคนโปรดของผม ในบทสี่เหวินเฉียง พระเอกแห่งหนังทีวีชุด “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้”

สมมุตินามตามท้องเรื่องสี่เหวินเฉียงเป็นนักศึกษารักชาติแห่งมหาวิทยาลัยเป่ยต้า (เป่ยจิงต้าเสีย) กรุงปักกิ่ง จึงพาแฟนสาวไปร่วมเดินขบวนต่อต้านการที่รัฐบาลจีนแสดงท่าทีป้อแป้สมยอมหยวน ๆ ให้กับสนธิสัญญาแวร์ซายส์เพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งดันตกลงยกดินแดนจีนในมณฑลชานตงใต้การครอบครองของเยอรมนีผู้แพ้สงครามให้กับญี่ปุ่น แทนที่จะคืนให้จีน ปรากฏว่า ขบวนนักศึกษาปะทะกับตำรวจจีนอย่างดุเดือด แฟนสาวของสี่เหวินเฉียงถึงแก่ความตาย ส่วนตัวเองก็บาดเจ็บและติดคุกอยู่หลายปี พอออกจากคุกมา สี่เหวินเฉียงจึงทิ้งชีวิตนักศึกษาและการเมืองรักชาติไว้เบื้องหลัง เดินทางลงใต้ไปตายเอาดาบหน้าที่มหานครเซี่ยงไฮ้

ความฉลาดกล้าหาญใจถึงไหวพริบดีทำให้สี่เหวินเฉียงพาตัวเข้าสังกัดเป็นบริวารเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลใหญ่รายหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ในเวลาไม่นาน และได้รับมอบหมายความไว้วางใจให้ไปรับนางบำเรอสาวขาประจำมาส่งเจ้าพ่อ พอพบหน้ากัน กลับเป็นว่านางบำเรอสาวผู้นั้นเคยอยู่ปักกิ่งและรู้จักมักจี่สี่เหวินเฉียงในฐานะนักศึกษารักชาติผู้อุทิศตัวเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองมาก่อน เมื่อมาพบเขาในสภาพสมุนเจ้าพ่อมาเฟีย เธอจึงแปลกใจจนอดเอ่ยทักไม่ได้ว่านึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะกลายมาเป็นแบบนี้ สี่เหวินเฉียงกล่าวตอบอย่างนิ่งเย็นว่า:

“คนเราเมื่อเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก”

โอ้ยโหย! คติพจน์ของมาร์กซถูกอ้างอิงเปรี้ยงออกมาทางทีวีกลางดึกแบบนั้น ผมก็หูผึ่งแหละครับ รีบคว้ากระดาษปากกามาจดถ้อยคำไว้เป็นหลักฐานทีเดียว!

หนถัดไปที่ได้ยินคติพจน์นี้ถูกหยิบยกก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ว่าผู้กล่าวและบริบทจะช่วยให้เชื่อมโยงที่มาได้ไม่ยาก มันมาจากปากของคุณหมอพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตรชุดแรก อดีตแกนนำขบวนการนักศึกษามหิดลและสหายนำในเขตงานภาคอีสานใต้ที่เดียวกับที่ผมเข้าป่าไปหลัง ๖ ตุลาฯ พ.ศ. ๒๕๑๙ ในคำให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ เขากล่าวสะท้อนประสบการณ์การทำงานการเมืองที่ผ่านมาว่า:

“ความสำเร็จในการบริหารภาครัฐก็เกิดขึ้นเพราะเราเข้าใจกลไกของภาครัฐ แล้วทำอัตวิสัยให้สอดคล้องกับภาววิสัย คือต้องเข้าใจโลก ถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับโลกได้”

เนื้อนัยของคติพจน์เปลี่ยนไปแล้วนะครับ ไม่ใช่สำคัญที่ “เปลี่ยนแปลงโลก” อย่างมาร์กซชี้แต่อยู่ที่ “เข้าใจโลก” เพื่อจะได้ “เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับโลก” ต่างหาก

ฉากจบที่เหมาะสมคู่ควรสำหรับ “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” แห่งคติพจน์ชุดนี้จึงมิอาจเป็นอื่นไปได้นอกจากถ้อยคำเชิง counterpoint (เปรียบตัด) ของพี่ใหญ่เดือนตุลาฯ อาจารย์ ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่พี่เสกรำพึงขึ้นมาวันหนึ่งระหว่างอัดบุหรี่ไปคุยกันไปบนโต๊ะหน้าลิฟท์ห้องพักอาจารย์ชั้น ๓ ที่ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ราวกลางพุทธทศวรรษที่ ๒๕๓๐ ถึงต้นพุทธทศวรรษที่ ๒๕๔๐ ว่า:

“เราเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่โลกก็เปลี่ยนเราไม่ได้เช่นกัน”

แล้วเรากับโลกก็ขับร้องบรรเลงเพลงชีวิตหลากรสหลายชาติร้อยเนื้อทำนองเดียวกันต่อไป…

ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน มติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 34 ฉบับที่ 1757

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s