เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

รวมบทสัำมภาษณ์สี่ตอน ของ อาจารย์เดชา ศิริภัทร พูดเรื่องข้าว อาหารหลักของชาวไทย

จาก ไทยพับบลิก้า http://www.thaipublica.org

มีสี่ตอน

1. กว่าจะมาเป็นมูลนิธิข้าวขวัญ – โรงเรียนชาวนา (ออนไลน์วันที่ 26 พฤษภาคม 2555)

http://thaipublica.org/2012/05/deja-siripat-1/

2. ทำนาผิดวิธี อนาคตสิ้นนา สิ้นชาติ (ออนไลน์วันที่ 27 พฤษภาคม 2555)

http://thaipublica.org/2012/05/deja-siripat-2/

3. การเืมืองเรื่องข้าว กับ ผลประโยชน์ทับซ้อน (ออนไลน์วันที่ 28 พฤษภาคม 2555)

http://thaipublica.org/2012/05/deja-siripat-3/

4. “ขวัญสุพรรณ” ต้นแบบแนวคิดข้าว เพื่อชาวสุพรรณ (ออนไลน์วันที่ 30 พฤษภาคม 2555)

http://thaipublica.org/2012/05/deja-siripat-final/

26 พฤษภาคม 2012

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

                                       อาจารย์ เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

-1-

“มูลนิธิข้าวขวัญ” ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว และระบบการปลูกข้าวที่ถูกที่วิธี ให้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ และปลอดสารเคมี ชาวนาที่ทำตามวิธีของมูลนิธิข้าวขวัญได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาทำนา 2 คน คือ ชัยพร พรหมพันธุ์ ปี 2538 และทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ปี 2549

ที่สำคัญกว่ารางวัลเกษตรกรดีเด่นคือ ทำให้ชาวนาที่เคยยากจน กลายเป็นชาวนารวย “ชัยพร พรหมพันธ์” คือตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางผ่านสื่อต่างๆ มากมาย แต่ทำไมชาวนาจำนวนมากไม่ยอมเปลี่ยนวิถีการทำนาให้ถูกวิธีตามวิถีของมูลนิธิข้าวขวัญ ทั้งที่เห็นชัดเจนว่า ทำแล้วชีวิตมั่นคงขึ้น

อะไรคือปัญหาหรืออุปสรรคที่ชาวนาไม่ยอมเปลี่ยนวิถีการทำนาให้ถูกต้อง และนโยบายของรัฐบาลที่ทำกันมาตลอดทำไมยังแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาไม่ได้สักที

คำถามต่างๆ ดังกล่าวหาคำตอบจาก “เดชา ศิริภัทร” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “อาจารย์เดชา” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญ และ โรงเรียนชาวนา ผู้ซึ่งคุ้นเคยกับชาวนามาตั้งแต่เกิด

วันพืชมงคล 9 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา “สำนักข่าวไทยพับลิก้า” มีโอกาสคุยกับอาจารย์เดชา ที่มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอาจารย์เดชาได้เล่าประสบการณ์ต่างๆ ให้ฟังอย่างน่าสนใจ ตั้งแต่แนวคิดการทำมูลนิธิข้าวขวัญได้รับยกย่องเป็น “ปราชญ์ชาวนา” เผยแพร่การทำนาถูกวิธีแก้จนได้

อาจารย์เดชาเล่าที่มาของการก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญว่า ส่วนหนึ่งเป็นเหตุผล “เรื่องส่วนตัว” เนื่องจากเป็นคนสุพรรณที่บ้านมีอาชีพให้เช่านา ทำโรงสี มาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า มีทีนาเยอะเป็น 10,000 ไร่ และรุ่นพ่อรุ่นแม่มี 8,000 ไร่ จึงมีลูกนา (คนรับจ้างทำนา) เยอะ

“เกิดมาก็เห็นนา เห็นโรงสี เห็นลูกนา เรียกว่า อยู่กับข้าวมาตลอด”

อาจารย์เล่าต่อว่า ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งไปเรียนเกษตรที่มหาวิทยาลัยข่อนแก่น เรียนเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ พอเรียนก็ไปทำงานที่กรมปศุสัตว์อยู่ 4 ปี อยู่ศูนย์เกษตรภาคกลางที่จังหวัดชัยนาท แต่ปรากฏว่าทำราชการแล้วไม่ชอบ ไม่ถูกจริต ก็ลาออกไปทำงานที่บ้านซึ่งเป็นกงสี ไปขอที่นาพ่อแม่มา 200 ไร่ เพื่อมาทำฟาร์ม เพราะต้องการเลี้ยงสัตว์ ตามที่เล่าเรียนมา ตอนนั้นเริ่มทำปี 2519

“จากที่นา 200 ไร่ ก็ขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลา บนคันบ่อก็เลี้ยงหมูไว้เป็น 1,000 ตัว จุดประสงค์คือต้องทำให้ครบวงจรเพื่อขายทำกำไร การเลี้ยงหมูก็จะได้ขี้หมูเอาให้ปลากิน จะได้ไม่เหม็น ส่วนปลาก็สามารถจับไปขายได้ด้วย หมูก็ขายด้วย และเลี้ยงวัว แต่ไม่มีอะไรให้วัวกิน ก็จ้างคนงาน 2 คน พาวัวเดินตามคันคลองเช้ามาเย็นกลับ วัวก็อิ่มแล้ว และก็ได้ขี้วัวอีก เราคิดว่าทำธุรกิจแบบนี้ทำร่ำรวย”

นั่นคือ แนวคิดแรกๆ ในการทำงานของอาจารย์เดชา

แต่จุด “หักเห” ที่ให้อาจารย์เดชา เลิกเลี้ยงสัตว์ คือ การได้ไปบวชที่วัดสวนโมกข์เพื่อตอบแทนบุญคุณคุณแม่ที่เสียชีวิต

อาจารย์เดชาบอกว่า แม่เป็นคนธรรมะ ธรรมโม ก็กลัวว่าเราจะตกนรก เนื่องจากเวลาเอาหมูไปขายมันร้องส่งเสียงสนั่นสั่นไหว ส่วนปลาจับวันละ 1,000 ตัน เอาใส่รถกระบะ และเอาน้ำแข็งใส่ทับข้างบน ทำให้ปลาตายเย็น จะได้ปลาสดเอาไปขายที่สะพานปลา ส่วนวัวพอจูงไปขายมันก็น้ำตาไหล แม่เห็นก็ไม่สบายใจ แต่แม่ไม่กล้าห้าม เพราะเราเรียนมา แต่ขอให้บวช ซึ่งเราไม่ยอม เพราะพี่ชาย 2 คนบวชไปแล้ว แต่เมื่อแม่เสีย รู้สึกเสียใจเลยจะบวชให้ท่าน

อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า ตอนนั้นอ่านหนังสือเยอะ ส่วนใหญ่อ่านของท่านพุทธธาตุ จึงเลือกไปบวชที่สวนโมกข์ แต่ต้องรออีกตั้งปีถึงได้บวช เนื่องจากปีนั้นที่สวนโมกข์คนสมัครเต็มแล้ว และต้องไปผ่านที่วัดชลประธานก่อนเพื่อคัดเลือก ก็รอจนได้ไปบวช เมื่อได้บวชก็เคร่ง เพื่อให้แม่ได้บุญ ไม่รู้หรอกว่าดีไม่ดี แต่ปรากฏว่าได้ และว่าที่ปฏิบัติดีจริง คือกินมื้อเดียว นอนหมอนไม้ ตื่นตีสีทำวัดเช้าเย็นไม่เคยขาด ไม่นอนกลางวัน

“ถ้าไม่แต่งงาน ไม่มีลูกเสียก่อนก็คงไม่สึก แต่เราเอางานฝากเขาไว้ ธุรกิจเราก็ลงทุนเยอะและต้องดูแลครอบครัว แล้วจะทิ้งมาได้อย่างไร และสัญญาแค่พรรษาเดียว แต่ไปหาท่านพุทธทาส ท่านบอกว่า สึกได้ไม่เป็นไร ไม่บวชก็ปฏิบัติธรรมได้ เราต้องทำงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม หมายความว่า การทำงานที่ถูกต้องคือการปฏิบัติธรรม”

อาจารย์เดชาอธิบายว่า งานมีหลายระดับ งานที่เบียดเบียนตน เบียดเบียนท่าน เลวสุด แต่ส่วนใหญ่คนจะทำงานที่เบียดเบียนท่าน ถือประโยชน์ตนอย่างเดียว ประโยชน์ท่านไม่ได้ แต่ทำงานอะไรที่ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนท่าน จะดีที่สุด และทำอย่างไรจะไม่เบียดเบียน และได้ประโยชน์ด้วย ก็เป็นการปฏิบัติธรรม และมาเจออาจารย์อีกท่านสอนว่า รู้ไหมว่าความชั่ว กับ ความเลว ต่างกันตรงไหน เราก็ว่าไม่ต่างกัน ท่านถามอีกว่าแล้ว คนชั่ว กับ คนเลว ต่างกันไหม เราก็ว่าเหมือนกัน ท่านก็ว่าไม่เหมือน คนชั่ว คือ คนที่เบียดเบียนตัวเอง คนเลว คือ คนที่เบียดเบียนผู้อื่น แต่บางคนมีอยู่ในตัวคนเดียว

อาจารย์เดชาบอกว่า พอสึกออกมารู้ทันทีว่างานที่ทำอยู่ไม่ใช่ เพราะเบียดเบียนคนอื่น ถ้าทำต่อไปจะไม่ได้ปฏิบัติธรรม ถ้าอยากปฏิบัติธรรมต้องหางานใหม่ที่ไม่เบียดเบียน และเป็นประโยชน์ด้วย คือเอาการ “เบียดเบียน” เป็นตัวตั้ง และหากทำงานเป็นประโยชน์ด้วย คือ การทำบุญ ทำดี

อย่างไรก็ตาม อาจารย์เดชายอมรับว่า ไม่ง่าย เพราะต้องรับผิดชอบงานเก่า ขณะเดียวกันก็ต้องมองหางานใหม่ แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอเพราะอยู่บ้านนอก และคิดไม่ออกนอกจากปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แต่วันหนึ่งโอกาสก็มาถึง มีเพื่อนคนหนึ่งที่ไปทำงานเอกชนมาขอให้ไปเป็นวิทยากรเลี้ยงปลาใช้ความรู้ที่มีอยู่ คือให้ไปสอนชาวนาเลี้ยงปลาในนาข้าว

“ไปทำแล้วรู้สึกดีก็ถามเพื่อนว่างานที่เขาทำเกี่ยวกับอะไร เพื่อนก็บอกว่า ก็ช่วยชาวบ้านให้เขาพ้นทุกข์ เพราะเขาด้อยโอกาส ความทุกข์เยอะ เรามีโอกาสเราก็ช่วยเขา จึงบอกเพื่อนว่าถ้ามีตำแหน่งบอกด้วย จากนั้นไม่นานเพื่อนก็บอกให้ไปสมัครหน่วยศูนย์เทคโนโลยีที่เหมาะสม เขาให้ส่งเสริมเลี้ยงปลาในนาข้าว แต่ให้ไปทำที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขอนแก่น สุรินทร์ ก็ไปลองดูว่าเหมาะสมไหม”

อาจารย์เดชาเล่าว่า การไปทำงานที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาให้ไปช่วยส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวแทนที่จะเอายาฆ่าแมลงไปฉีด ก็เอาลูกปลาไปปล่อยให้กินแมลง กินแหน พอต้นข้าวโตขึ้นมาก็ไม่มีแมลง เกี่ยวข้าวเสร็จไปจับมากิน ปลาที่ปล่อยก็ปลานิล ปลาตะเพียน หรือปลากินพืช แล้วก็สอนเขาเพาะลูกปลาด้วย ทำอยู่ 5 ปี รู้สึกว่าดีจัง ชาวบ้านเก่งๆ จำนวนมาก เป็นครูเราก็มี และรู้จักคนดีๆ มากมายแบบนี้แหละทำแล้วได้ทั้งประโยชน์คุณ ประโยชน์ท่าน

“ทำอยู่ 5 ปี ก็เริ่มคิดถึงบ้านที่สุพรรณ ซึ่งมีชาวนาเยอะ แต่ชาวนาจนลงทุกวัน เป็นหนี้เป็นสิน ใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก มองดูแล้วแบบนี้ไม่รอดหรอก จึงคิดกลับมาช่วยบ้านเราดีกว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดด้วย และญาติพี่น้องที่นี่ก็เยอะ ลูกนาเราก็เยอะ เขาช่วยให้เราครอบครัวเรารวยมาเป็น 3 ชั่วคน ก็ต้องตอบแทนเขา ก็เลยกลับสุพรรณ ซึ่งคนสุพรรณด้อยโอกาส ทำนาไม่เป็น”

จากจุด “หักเห” ยอมบวชเพื่อทดแทนคุณมารดา กลายมาเป็น “จุดเปลี่ยน” ชีวิตของอาจารย์เดชา และมาสู่จุดเริ่มต้น “มูลนิธิข้าวขวัญ”

อาจารย์เดชาบอกว่า เริ่มกลับมาทำงานที่สุพรรณเมื่อปี 2532 ตอนนั้นยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ เพราะช่วงเริ่มต้นไม่แน่ใจว่ายั่งยืนหรือไม่ และถ้าจดทะเบียนเป็นมูลนิธิต้องใช้เงิน 2 แสนบาท จึงลองดูก่อนโดยตั้งเป็น “ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม” ทำมาได้ 10 ปีก็อยู่ตัว มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ จะได้มีความยั่งยืน น่าเชื่อถือ ทุกคนยอมรับ ตรวจสอบบัญชีได้ และทรัพย์สินจะได้เป็นของมูลนิธิ

“ตอนเป็นศูนย์ฯ ต้องเอาชื่อคนนั้นคนนี้มาใช้ ไม่รู้ใครโกงไม่โกง เขาเอาทรัพย์สินไปขายเมื่อไรก็ได้ และไม่โปร่งใส เมื่อเป็นมูลนิธิก็เป็นทางการ มีการตรวจบัญชีทั้งปี รู้ว่าทรัพย์สินมีเท่าไร อยู่ที่ไหน จริงๆ แล้วก็เหมือนเดิม แต่แบบนี้ทำให้เป็นทางการเฉยๆ”

นั่นคือจุดเริ่มต้นและความเป็นมาของมูลนิธิข้าวขวัญ และโรงเรียนชาวนา ที่ทำหน้าที่ “บ่มเพาะ” เมล็ดพันธุ์ข้าว และชาวนาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนาอย่างถูกต้องเพื่อยกระดับชาวนาไทยให้มีฐานะดี และมีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก

-2-

แม้ว่า “มูลนิธิข้าวขวัญ” จะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิในปี 2541 แต่ อาจารย์ “เดชา ศิริภัทร” เริ่มต้นการทำงานอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาชาวนาตั้งแต่จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคมในปี 2532

อาจารย์เดชาเล่าว่า การทำงานพัฒนาหรืองานช่วยท้องถิ่นจะเริ่มต้นที่ “ปัญหา” เป็นตัวตั้ง ซึ่งเมื่อกลับมาก็เห็นปัญหาของสุพรรณคือ “ชาวนา” ที่มีจำนวนมาก และปัญหาของชาวนาคือทำงานไม่ถูกวิธี ซึ่งเมื่อนำเทคนิคที่เราถนัดมาจับ พบว่าเทคนิคของชาวนาผิดหมดเลย

การทำนาในปัจจุบันกับทำนาในสมัยโบราณต่างกันมาก อาจารย์เดชาเล่าว่า ก่อนจะไปเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นปี 2508 ตอนนั้นการทำนายังเป็นสมัยโบราณ ใช้พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน คือ ปลูกปีละหน ใช้ควายไถนา วิธีการก็หว่านให้มันขึ้นเอง พอน้ำท่วมก็ปล่อยให้จมไป พอน้ำลดก็เกี่ยว วิธีการแบบนี้ทำมาเป็นพันปีไม่เป็นไร เพราะไม่ใช้ปัจจัยอะไรเลย เกี่ยวข้าวได้เท่าไรก็เท่านั้น แม้จะได้กำไรน้อยมาก แต่ได้เท่าไรก็เป็นกำไรหมด

แต่พอเรียนจบมหาวิทยาลัยปี 2512 อาจารย์เดชาเล่าว่า มีข้าวพันธุ์ใหม่มา คือ ข้าว กข.1 เป็นข้าวนาปรัง ปลูกได้ทั้งปี แต่ถ้าน้ำท่วมจะปลูกไม่ได้เพราะมันไม่จมน้ำ ก็กลายเป็นว่า แทนที่จะปลูกหน้าฝนถึงหน้าน้ำ ก็เปลี่ยนมาปลูกหน้าแล้งตลอด พอหน้าน้ำจะมาก็เลิกปลูก ดังนั้น แทนที่จะปลูกข้าวปีละครั้ง ก็ปลูกปีละ 2 ครั้ง โดยปลูกในช่วงหน้าแล้ง 8 เดือน ได้ 2 ครั้ง ยิ่งพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมและมีชลประทานมาถึงจะปลูกได้ทั้งปีหรือปีละ 3-4 ครั้ง แต่พันธ์ข้าวพื้นบ้านปลูก 4 เดือนได้ครั้งเดียว

“พันธุ์ข้าวใหม่พวกนี้นำการเปลี่ยนแปลงมาเนื่องจากปลูกได้ปีละหลายๆ หนและผลผลิตสูง แต่ผลผลิตสูงก็ต้องการปัจจัยเยอะ ปุ๋ยเคมีก็เข้ามา ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฮอร์โมนต่างๆ ก็มา และ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ก็เข้ามา”

ช่วงจังหวะเวลาดังกล่าว สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือ ประเทศไทยเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ปี 2504 – 2509 กับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2510-2514

อาจารย์เดชาสรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับแรก เป็นการวางแผนเตรียมคน เตรียมเขื่อน เตรียมพันธุ์ข้าว พอมาถึงแผนฯ ฉบับที่ 2 ก็เริ่มส่งเสริม ตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้ง ธ.ก.ส. มีพันธุ์ข้าวใหม่มาส่งเสริมให้ชาวนาทำ มีการตั้งเกษตรตำบล และเขตไหนมีชลประทานไปถึง ทางการก็เอาพันธุ์ข้าวใหม่มาแลกเอาพันธุ์ข้าวเก่าไปเก็บเพื่อให้ชาวนาปลูกพันธุ์ข้าวใหม่แทน ทำให้ชาวนาทิ้งพันธุ์ข้าวเก่า ตอนนี้ชาวนาไม่ปลูกพันธุ์พื้นบ้านกันแล้ว แต่การทำนาสมัยใหม่ทำให้เกิดปัญหาคือ

1. ชาวนามีปัญหาหนี้สินเยอะ

2. ทำนาแล้วมีแต่ขายนา

3. ทำนาแล้วลูกหลานหนีหมด

“ปัญหาดังกล่าวทำให้แทนที่ชาวนาจะเป็นกระดูกสันหลังก็กลับกลายเป็นรากหญ้า แบบนี้เขาเรียกว่า ‘ดูถูก’ และชาวนาก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องไปขอให้คนอื่นเขาช่วย เข้าโครงการจำนำข้าวทีก็เอาเงินมาปลดหนี้ที แบบนี้ทั้งตัวเองไม่รอดและเดือดร้อนคนอื่นด้วย”

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว เพราะเห็นว่าเป็นการสร้างเดือนร้อนคนอื่น รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีจากคนอื่นมาซื้อข้าวในโครงการรับจำนำมาเก็บไว้ แต่ละปีต้องใช้เงิน 300,000 ล้านบาทขึ้นไป นั่นคือเงินภาษีต้องไปกองไว้ปีละ 300,000 ล้านบาทขึ้นไปเพื่อช่วยชาวนา พอรับจำนำเสร็จแล้วก็ต้องนำไปขาย ซึ่งแต่ละปีรัฐบาลต้องขาดทุนอีกปีละ 100,000 กว่าล้านบาทเป็นอย่างน้อย

แสดงว่าแต่ละปีต้องเสียเงินฟรีๆ ให้ชาวนาเป็น 100,000 ล้านบาท แล้วชาวนาทำอะไรให้บ้าง ชาวนากลายเป็นภาระของสังคมและเบียดเบียนคนอื่น

เพราะฉะนั้น ชาวนาต้องทำนาให้ถูกวิธี คือ ต้องมีต้นทุนต่ำ ไม่ใช่ต้นทุนสูงแบบนี้ และทำงานเสร็จแล้วต้องมีเงินเหลือโดยไม่ต้องไปทำอาชีพอื่น แต่ปัจจุบันชาวนาทำนาได้กำไรนิดเดียว ถ้าขาดทุนจะขาดทุนเยอะ ทำให้มีหนี้สินเป็นล้านบาท

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญระบุว่า ชาวนาแถวสุพรรณบุรี ถ้าทำนาปรัง 3 ครั้ง มีหนี้เป็นล้าน แต่ทำนา 2 ครั้ง มีหนี้เป็นแสน ถ้าทำครั้งเดียวมีหนี้เป็นหมื่น เรียกว่า “ยิ่งทำหนี้ยิ่งเยอะ” เพราะยิ่งทำก็ได้เครดิตหรือสินเชื่อเพิ่มขึ้น ยิ่งกู้ก็ยิ่งมีหนี้มาก แต่มีรายได้ไม่เพียงพอ เพราะตัวเองขาดทุนอยู่แล้วจากการทำนาแบบต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงเกิดโรคแมลงสูง เนื่องจากใช้วิธีเคมี ไม่ใช้ธรรมชาติ ทำให้โรคแมลงดื้อง่าย

ดังนั้น ปัญหาของชาวนาคือ มีต้นทุนสูง มีความเสี่ยงสูง และข้าวคุณภาพไม่ดี ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ขณะเดียวกันชาวนาไม่กินข้าวที่ตัวเองปลูก เพราะอันตราย ไม่อร่อย ต้องซื้อข้าวกิน ต้องพึ่งตลาด และตัวเองยังได้รับสารเคมีจากการทำนา มีโอกาสเป็นมะเร็ง เป็นเบาหวาน และเป็นโรคสารพัดเต็มไปหมดยิ่งกว่าคนเมืองเสียอีก

“ชาวนามีแต่ของเสียเต็มไปหมด และกระจายไปทั่วประเทศด้วย เพราะเวลาทำนาของเสียต่างๆ ไปกับน้ำ กับลม กับอากาศ คนซื้อข้าวกินก็กินข้าวที่ชาวนาไม่กิน จะเห็นว่าเป็นผลเสียทั้งประเทศ และไปเบียดบังภาษีที่คนอื่นต้องจ่าย แบบนี้ไม่มีอะไร ดีอย่างเดียวคือพวกนี้ประชานิยมง่าย รัฐบาลไหนสัญญาว่าจะให้ ชาวนาก็ไปลงคะแนนเลือกเขาหมด เพราะอ่อนแอ ต้องพึ่งรัฐบาล”

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

อาจารย์เดชาแสดงความเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปนานๆ ชาวนาจะไม่รอด ชาวนาจะสูญพันธุ์ เดี๋ยวเขาก็ยึดนาไปหมด ลูกหลานก็หนีหมด ถ้ารัฐบาลทิ้ง ชาวนาก็สูญพันธุ์หมด ถ้าชาวนาสูญพันธุ์ หรือหายไป ความมั่นคงทางอาหารก็จะไม่มี นอกจากนี้ ข้าวเป็นบ่อเกิดวัฒนธรรม วัฒนธรรมบ่งบอกถึงความเป็นชาติ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีข้าววัฒนธรรมก็สูญ และจะสูญชาติไปด้วย

“ที่เขาเรียกว่า ‘สิ้นนา สิ้นชาติ’ ก็แบบนี้แหละ” อาจารย์เดชากล่าวและบอกว่า ถ้าจะช่วยชาวนาต้องช่วยที่ต้นตอ คือการปลูกข้าวที่ถูกวิธี และต้องถูกทั้งทางโลกทางธรรม

ทางโลก คือ ต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานน้อย ไม่เสี่ยงต่อการเสียหาย คุณภาพดี ไม่ทำลายธรรมชาติ และชาวนาสามารถมีรายได้พอกับการครองชีพ ไม่ต้องไปทำอาชีพอื่น ส่วนทางธรรม คือ ทำนาแบบไม่โลภ ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์ ไม่ต้องไปทำร้ายผู้บริโภค ไม่ไปเอาของมีพิษให้คนอื่นกิน และตัวเองก็ไม่ทำบาป

“เราคิดแบบพุทธ คือ กำไรหรือขาดทุนอยู่ที่ปัจจัย ถ้าเราขายได้ถูกกว่าต้นทุนก็ขาดทุน ทั้งนี้ราคาข้าวเรากำหนดไม่ได้ เป็นปัจจัยภายนอกที่ขึ้นอยู่กับตลาด แต่ต้นทุนเรากำหนดได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเน้นที่ต้นทุนหรือสิ่งที่เรากำหนดได้ ถ้าปัจจัยข้างนอกดีเราก็ดีมากขึ้น ถ้าปัจจัยข้างนอกไม่ดีเราก็อยู่ได้เพราะต้นทุนต่ำ แต่ถ้าไม่ลดต้นทุนเลย รอให้ราคาข้าวแพงอย่างเดียวเมื่อไรจะได้ และถึงราคาข้าวจะแพง ถ้าเกิดโรคระบาดก็ไม่มีผลผลิตไปขาย แล้วจะมีรายได้อย่างไร เสียสองต่อเลย”

อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า ทำนาวิธีใหม่ไม่มีการสอน ทุกอย่างเราต้องพัฒนาขึ้นมา แล้วเอาไปสอนชาวบ้าน ก่อนจะสอนต้องทำให้ได้ก่อน มีแปลงทดลอง ต้องทดลองจนรู้ได้ผลจริง เมื่อทดลองได้ผลจริงแล้วก็ไปหาชาวนาที่เขาต้องการลองจริงๆ ไปหาสัก 1-2 คน แล้วรับประกันให้เลยว่าถ้าไม่ได้ผลจะจ่ายชดเชยให้ ถ้าชาวนาคนนั้นผ่านได้ผลจริง ก็เอาไปสอนชาวบ้าน เพราะได้ผ่านการพิสูจน์จากชาวนาจริง ไม่ใช่เรา เพราะชาวนาเขามีปัจจัยบางอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าเราควบคุมได้ ถ้าผ่านชาวนาไปแล้วปรับให้เข้ากับชาวนาส่วนใหญ่ก็ทำได้เลย

ชาวนาที่ทำนาตามวิธีใหม่แล้วประสบความสำเร็จคือ “คุณชัยพร พรหมพันธุ์” ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้เป็นเกษตรดีเด่นสาขาทำนา เมื่อปี 2538

“เราทำงานปี ’32 ลูกศิษย์เราได้รางวัลเกษตรกรดีเด่นดีเด่นระดับชาติ ในวันพืชมงคลเมื่อปี 38 เมื่อคุณชัยพรทำได้แล้วเราก็สังเกตดูว่าเป็นแกอย่างไร ตอนนั้นแกเริ่มจากมีที่นา 25 ไร่ ตอนนี้มี 108 ไร่ เขาซื้อเพิ่มเพราะว่ารวยขึ้น ได้กำไรปีละเป็นล้านบาท”

อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า ตอนแรกคุณชัยพรมีที่นา 25 ไร่ แต่ถ้ามีที่น้อยกำไรก็น้อย จึงเช่าเขาเพิ่มเป็น 90 ไร่ เมื่อได้ที่ทำนา 90 ไร่ มีกำไรปีละเป็นล้าน ก็ไปซื้อนาเพิ่มขึ้นๆ จนมีนาเป็นของตัวเอง 108 ไร่ แบบนี้แสดงว่าได้ผลแน่ เราก็เอาตัวอย่างนี้ไปสอนต่อ ปรากฏว่าไม่มีใครทำเลย

“อยู่นี่มาตั้งแต่ปี ’32 เพื่อนบ้านเราเป็นสิบรายไม่มีสักคนทำตามเลย เขาใช้เคมีหมดเลย มีคนหนึ่งอยู่แถวนี้ มีหนี้อยู่ล้านสาม (1,300,000 บาท) ต้องเอานามาขายเรา เราก็ต้องซื้อไว้ ไม่นั้นจะโดนยึดนา แต่เหลือนาเท่าไรเขาก็ทำนาใช้เคมีเหมือนเดิม นี่ขนาดจะโดนยึดนายังไม่เข็ด”

ทั้งนี้ วิธีทำนาของมูลนิธิข้าวขวัญไม่ใช้เคมี ผลผลิตจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ และแมลง แต่อาจารย์เดชายืนยันว่า ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยมากกว่าใช้วิธีเคมีแน่นอน เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าเขา 2-3 เท่า คือต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อตัน คือ ทำนาได้ข้าว 1 ตันข้าวเปลือกมีต้นทุน 2,000 บาท ขณะที่ชาวนาทั่วไปต้นทุนอย่างน้อย 6,000 บาทขึ้นไป

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณชัยพรขายข้าวได้ 2,000 บาทต่อตัน ก็เสมอตัว ถ้าขายได้ 4,000 บาทต่อตัน จะกำไร 100% และถ้าขายได้ 6,000 บาท ก็กำไร 200% ดังนั้นที่รัฐบาลรับจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน ก็กำไรเกิน 10,000 บาท หรือขายได้ 13,000 บาท แต่ต้นทุน 2,000 บาท ก็กำไรตันละ 11,000 บาท

เหมือนเมื่อปี 2551 ตอนนั้นข้าวขึ้นไปราคา 13,000 บาท คุณชัยพรได้กำไรทั้งหมด 2 ล้านบาท ปีนั้นไม่มีโครงการจำนำข้าวแต่ข้าวแพงขึ้นเอง และเมื่อปี 2554 น้ำท่วม นาที่สุพรรณ ส่วนใหญ่ปรกติจะท่วมปลายเดือนกันยายน แต่ปีก่อนแค่วันที่ 10 กันยายน น้ำก็มาแล้ว คุณชัยพรต้องเกี่ยวข้าววันที่ 10 กันยายน เกี่ยวหลังจากนี้ไม่ได้ ทำให้ได้ข้าวเขียวมาก ขายได้ราคาไม่ดีเพียง 4,000 บาท จากราคาข้าวในตอนนั้น 8,000 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้คุณชัยพรจะขายได้ 4,000 บาท แต่ก็ได้กำไร 2,000 บาท เนื่องจากมีต้นทุนเพียง 2,000 บาท แต่คนอื่นขาดทุนเพราะต้นทุนสูงกว่า

จากความสำเร็จของคุณชัยพร ซึ่งทำนาตามวิธีของมูลนิธิข้าวขวัญ ทำให้อาจารย์เดชามั่นใจว่า โมเดลการทำนาแบบคุณชัยพรจะทำให้ชาวนาไทยอยู่รอด และสามารถแข่งขันสู้ต่างประเทศได้หากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากต้นทุนต่ำ แต่ปัญหาคือ ชาวนาคนอื่นๆ ไม่ทำตามโมเดลคุณชัยพร แม้แต่ชาวนารอบบ้านคุณชัยพรก็ไม่ทำตาม ทั้งที่เห็นชัดเจนว่าทำแบบคุณชัยพรแล้วกำไรดี ต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานน้อย ไม่เป็นโรคแมลง

“ทุกอย่างดีหมด แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ทำหรอก เพราะทำแบบนี้ต้องเลิกใช้ปุ๋ยใช้ยา เขาเลิกไม่ได้ เขาบอกทำใจไม่ได้ นอนไม่หลับ ที่ทำใจไม่ได้ เพราะมีโฆษณาทุกวัน คนเมื่อถูกใส่โปรแกรมที่เขาเรียกว่า ‘ย้ำคิดย้ำทำ’ คุณต้องทำแบบนี้ดี ก็ลังเลว่าถ้าเราไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ดีสิ โฆษณาแบบนี้ชาวนาไม่รอดหรอก เพราะคนเราไม่ได้อยู่ที่เหตุผล แต่อยู่ที่การให้ข้อมูล ผมพยายามส่งเสริมมาหลายปีแล้ว จะได้ผลก็เฉพาะกับคนที่ฉลาดจริงๆ เห็นโฆษณาแล้วไม่เชื่อ แต่คนส่วนใหญ่ 99.99% ไม่ฉลาดแบบนี้”

ทั้งนี้ อาจารย์เดชาบอกว่า ทำงานที่สุพรรณมากว่า 20 ปี แต่เครือข่ายลูกศิษย์ของมูลนิธิข้าวขวัญยังมีน้อยมาก หรือมีจำนวนเป็นเพียงหลักพันคนเท่านั้น แต่ชาวนามีตั้ง 18 ล้านคน

มีลูกศิษย์ที่มารับแนวคิดของมูลนิธิข้าวขวัญจากทั่วสารทิศ มีทั้งชาวนาแท้และไม่แท้ ชาวนาแท้ก็คือคนที่ทำนาเป็นอาชีพ ส่วนชาวนาไม่แท้คือคนทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานกรุงเทพฯ ดูรายการ “ฉันอยากเป็นชาวนา” ของอุ้ม (สิริยากร พุกกะเวส) ก็อยากมาเรียนที่นี่ ซึ่งโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ ได้เปิดหลักสูตรสำหรับคนกลุ่มนี้ 2 วัน 2 คืน เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์

“มาตั้งแต่เย็นวันศุกร์ สอนแค่ 2 วันก็ทำนาได้แล้ว และพาไปเยี่ยมชมนาคุณชัยพรครึ่งวันด้วยซ้ำ กลับเย็นวันอาทิตย์ไปทำนาเป็นแล้ว คนกลุ่มนี้ไม่มีที่นาก็ให้เราหาซื้อที่นาให้ เราก็ไปหาซื้อที่นาชาวบ้านให้ กลุ่มนี้จะเยอะขึ้น เพราะเขาอยากอิสระจากงานประจำ”

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญกล่าวว่า เรามีทางเลือกที่ถูกต้องให้แล้ว แต่ชาวนาไม่เลือกเพราะถูกล้างสมอง เชื่อว่าถ้าไม่ถูกล้างสมองและโฆษณาได้เช่นกันในเวลาที่เท่าๆ กันชาวนาก็คงเลือก ถ้าไม่ให้โฆษณาก็ไม่เหมือนกัน แต่เราไม่มีเงินเหมือนบริษัทขายปุ๋ยขายยาฆ่าแมลง แบบนี้จึงเหมือนถูกมัดมือชก เขามีเงินทุนโฆษณาได้ทั้งวันทั้งคืน

“จริงๆ โครงการจำนำข้าวไม่ควรจะมีอยู่ เพราะทำให้ชาวนาไปหวังผิดๆ รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ห้ามไม่ให้โฆษณาก็ช่วยได้มากแล้ว จากนั้นชาวนาจะไปดูกันเองว่าทำนาแบบไหนที่ไหนดีก็ทำตามเขา ง่ายนิดเดียว ไม่เช่นนั้นจะแข่งกับเวียดนามกับพม่าได้อย่างไร ถ้าจะแข่งขันได้รัฐบาลต้องปล่อยให้คนของเราสู้กับเขาได้จริง ไม่ใช่อุ้ม ถ้าอุ้มจะเอาเงินที่ไหนมามากมาย เพราะไม่ได้ช่วยแต่ชาวนาอย่างเดียว”

ปัญหาของชาวนานั้น นอกจากเรื่องต้นทุนสูง มีความเสี่ยงโรคแมลง และคุณภาพข้าวแย่ จนทำให้ชาวนาเป็นหนี้สินล้นพ้น ต้องขายที่นาและลูกหลานทิ้งแล้ว ปัญหาเรื่องการที่ชาวนาไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่เขาทำนา ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ไข เพราะทำให้ชาวนามีต้นทุนเพิ่มขึ้น และไม่มีความมั่นคงในอาชีพ แต่อาจารย์เดชามองว่า ปัญหาเช่าที่นาเป็นเรื่องหลัง เพราะดูอย่างคุณชัยพรก็เช่าที่นา แล้วทำไมสามารถซื้อที่นาเป็นของตัวเองได้ตั้ง 108 ไร่ เพราะเขามีกำไร

ดังนั้น ถ้าชาวนามีกำไรก็สามารถซื้อที่นาเป็นของตัวเองได้เช่นกัน แต่ตอนนี้ยิ่งเช่ายิ่งขาดทุนก็ยิ่งไปใหญ่ เรื่องปัญหาเช่าที่นาก็ต้องทำ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแบบที่ว่า ทำนาแบบผิดๆ เรื่องนี้ต้องเร่งแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก

“การทำนาแบบผิดๆ เป็นปัญหาเร่งด่วน แต่รัฐบาลกลับไม่ช่วยอะไรเลย มัวแต่จะไปช่วยที่ไม่ได้ผล คือไปช่วยอะไรที่ถ้าบริษัทปุ๋ยและบริษัทยาฆ่าแมลงไม่ว่าก็ช่วย อย่างโครงการจำนำข้าว บริษัทไม่ว่าและยิ่งชอบ แต่ถ้าห้ามโฆษณา บริษัทไม่ชอบ เพราะขายของไม่ได้ กลายเป็นว่าขึ้นอยู่กับบริษัท ถ้ารัฐบาลจะช่วยชาวนา ก็ควรห้ามโฆษณา ไม่ต้องสนใจบริษัทว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน”

เพราะฉะนั้น หากยังปล่อยให้ชาวนาถูกล้างสมองแบบนี้ไปเรื่อยๆ และรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาเช่นนี้ อาจารย์เดชาฟังธงว่าคงต้องให้ชาวนา “ล่มสลาย” ไปก่อน เพราะสุดท้ายคือตัวชาวนาเองต้องช่วยตัวเอง ถ้าชาวนาไม่ช่วยตัวเองก็ไม่มีใครช่วยได้ จะรอให้รัฐบาลหรือใครมาช่วยคงไม่มีทาง

ดังนั้นชาวนาต้องช่วยตัวเองถึงจะรอด แล้วคนส่วนใหญ่ก็จะรอด และจะเป็นคนนอกวงการที่ต้องการอิสระที่จะมาแทนชาวนาแท้ ซึ่งปริมาณอาจจะน้อยลง แต่คุณภาพจะเพิ่มขึ้น

มิฉะนั้นอาจ “สิ้นนา สิ้นชาติ” ก็คราวนี้

-3-

ปัญหาชาวนาไทยที่ถูกล้างสมองจากสื่อโฆษณาของบริษัทขายปุ๋ยขายยาฆ่าแมลง คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การทำงานขยายเครือข่ายการทำนาที่ถูกวิธีของ อาจารย์ “เดชา ศิริภัทร” ซึ่งทำมากว่า 20 ปี ไม่สามารถขยายไปในวงกว้างได้ ทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพเป็น “รากหญ้า” ที่อ่อนแอมากกว่าจะเป็น “กระดูกสันหลัง” ที่แข็งแรงของชาติ

อย่างไรก็ตาม การสอน การเผยแพร่ความรู้ เพื่อช่วยชาวนาให้มีฐานะดี มีสุขภาพดี และมีความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพนี้ ผ่านมูลนิธิข้าวขวัญและโรงเรียนชาวนา แม้จะได้ผลลัพธ์ไม่มาก และเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่การทำงานของ “อาจารย์เดชา” มากกว่านั้น คือ พยายามผลักดันแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาชาวนาอย่างเป็นระบบ ไปสู่การทำงานระดับนโยบายของรัฐบาล ด้วยการทำวิจัย การเสนอออกกฎหมายห้ามโฆษณาปุ๋ย การเสนอให้เก็บภาษีนำเข้าปุ๋ย และการเสนอให้ตั้งกองทุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ โดยหวังว่าจะสามารถช่วยชาวนาได้อย่างทั่วถึง และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

แต่แนวทางดังกล่าว จะดำเนินการได้สำเร็จต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาล เพราะบางเรื่องต้องมีเงินทุนสนับสนุน บางเรื่องต้องผลักดันออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ แต่จากประสบการณ์ของอาจารย์เดชาพบว่า ทุกรัฐบาลไม่จริงจังและไม่จริงใจในการแก้ปัญหาชาวนาอย่างแท้จริง เพราะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น การทำ “วิจัย” เปรียบเทียบการทำนาที่ใช้เคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวนาเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือเปลี่ยนวิธีคิดของชาวนาที่เสพติดปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง จนได้รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากสำนักงานกองทุนวิจัย (สกว.) ในปี 2548 แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

อาจารย์เดชาเล่าว่า วิธีนั้น ถ้าทำได้จะทำให้ชาวนามีกระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่กระบวนทัศน์ที่ถูกยัดเยียดแบบทุกวันนี้ และทำให้คิดแบบเชื่อมโยง ไม่คิดแยกส่วน นี่คือวิธีคิดที่ดี คือ ต้องคิดให้เป็น แต่วิธีนี้ไม่ง่ายเพราะต้องใช้คน ใช้เงิน และใช้เวลา

โดยกระบวนการทำวิจัยจะนำชาวนามาเข้าโรงเรียน เพื่อมาทดลองปลูกข้าวเปรียบเทียบระหว่างการใช้เคมีกับอินทรีย์ เสร็จแล้วมาดูว่าวิธีไหนดีกว่า การทำแบบนี้ชาวบ้านจะเรียนรู้เองโดยไม่ต้องสอน คือไม่ต้องบอกแต่ให้ทำและเปรียบเทียบกันเอง ด้วยการให้ชาวนาที่เข้าโครงการทำวิจัยเก็บตัวเลข และให้สังเกตอย่างเดียว พอเสร็จแล้วเอามารายงานกัน จากนั้นก็ถกเถียงกันเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“ทุกอย่างเขาจะเรียนรู้กันเอง เราเพียงแต่จัดโปรแกรมให้เขาทำนั่นทำนี่ ให้เขาเรียนรู้จากที่เรารู้ สุดท้าย พอจบโปรแกรมเขาเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้เลย เพราะรู้จริงว่าแบบไหนไม่ดีจริง แบบไหนไม่ได้ และแบบไหนทำได้ดี เพราะเขาเก็บตัวเลข เปรียบเทียบตัวเลข ทำให้รู้จริง เพียงแต่ต้องมีคนมาทำกระบวนการให้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องใช้คน ใช้เวลา และใช้งบประมาณ แต่รัฐบาลไม่ลงทุน ให้รางวัลแล้วก็ไม่ทำตามหรอก เราพิมพ์เขียวไว้แล้วด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาใช้งบของเรา ใช้ทุนของเราเอง”

หลักสูตรการเรียนรู้ดังกล่าวนั้น อาจารย์เดชากล่าวว่า ถ้าทำเป็นโครงการทดลองนำร่องต้องใช้คนประมาณ 200 คน และกว่าจะจบหลักสูตรต้องใช้เงินประมาณ 10 ล้านบาท แต่เมื่อทำจริงๆ แล้วจะใช้งบประมาณเพียง 2-3 ล้านบาทก็พอ ถ้าทำตามหลักสูตรที่ว่าก็ไม่ต้องคิดหาวิธีใหม่และได้ผลแน่นอน คือสามารถปรับกระบวนทัศน์หรือความคิดของชาวนาได้ ชาวนาจะไม่ถูกล้างสมอง แต่รัฐไม่ยอมลงทุน เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เพราะฉะนั้น แนวทางการทำวิจัยมีอันเป็นไป ต้องพับแผนเก็บไว้ก่อน อาจารย์เดชากล่าวว่าคงไม่เรียกร้องวิธีนี้แล้ว แต่มีข้อเสนออีกวิธีที่รัฐบาลทำได้แน่ๆ โดยไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเสียเวลาด้วย คือใช้มาตรการแบบ “บุหรี่” คือทำกับบุหรี่อย่างไร ก็ทำเรื่องปุ๋ย เรื่องยาฆ่าแลง ยาฆ่าหญ้าแบบนั้นเลย

ในอดีตมีค่านิยมผิดๆ ว่าสูบบุหรี่แล้วเท่และโก้ ใครไม่สูบบุหรี่จะกลายเป็นแกะดำ ค่านิยมตอนนั้นทำให้ไปที่ไหนก็เจอคนสูบบุหรี่ ที่ไหนก็สูบบุหรี่ได้ แต่พอรัฐบาลประกาศห้ามสูบบุหรี่ ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปครึ่งหนึ่งเลย และเมื่อเก็บภาษีบุหรี่ให้แพงขึ้น และห้ามสูบที่นั่นที่นี่ ยิ่งทำให้สถานการณ์การเลิกสูบบุหรี่ดีขึ้น

“กรณีปุ๋ยเคมี ปุ๋ยยา ก็ควรทำในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ปล่อยโฆษณาปุ๋ยยายิ่งกว่าที่ไหนในประเทศทั่วโลก มีการส่งเสริมการแข่งขันการขายกันสูงมาก เช่น ถ้าทำยอดขายได้ตามเป้าจะได้ไปเที่ยวเกาหลี จีน ถ้าทำยอดได้ตลอดทั้งปีก็ได้เที่ยวทั้งปี เป็นต้น”

อาจารย์เดชากล่าวว่า แต่เดิมประเทศไทยเคยเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ในอัตราภาษีอย่างน้อย 30% ขึ้นไป แต่ประกาศยกเลิกเก็บภาษีนำเข้า ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ตั้งแต่ปี 2534 และตอนนี้เรามีการนำเข้าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ประมาณ 90%

ทั้งนี้ ในปี 2534 สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน หรือ “อานันท์ 1” ซึ่งเป็นยุคของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) อาจารย์เดชาตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่รัฐบาลอานันท์ 1 ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เป็นข้อเสนอมาจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในขณะนั้น คือ “นายอาชว์ เตาลานนท์” ซึ่งเป็นคนของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจด้านการเกษตร

“ตอนนั้นเขาเสนอเสนอ 2 อย่าง คือ ยกเลิกภาษีกับเสนอตั้งสภาเกษตรแห่งชาติ แต่เราสู้ได้อย่างหนึ่ง คือ การตั้งสภาเกษตรแห่งชาติแต่ไม่มีเกษตรกรเป็นกรรมการ เขามีตัวแทนบริษัท ตัวแทนข้าราชการ และนักการเมืองมาเป็นกรรมการ แล้วแบ่งประเทศไทยเป็นเขตๆ หรือจัดโซนนิ่ง แล้วให้แต่ละเขตต้องเข้าอยู่ในวงจรของเขา ถ้าเป็นแบบนี้ ตาย เราก็ไม่เอา ชาวบ้านก็ไม่เอาด้วย สู้จนหยุดได้ แต่เรื่องยกเลิกภาษีปุ๋ย ยา ชาวบ้านชอบ คิดว่าดี เพราะคิดว่ามาตรการนี้ออกมาจะทำแล้วปุ๋ย ยา ราคาถูก เราก็เอาไม่อยู่”

อาจารย์เดชากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้ต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาชาวนาถูกล้างสมองมาตลอด โดยพยายามเสนอแนะรัฐบาล 3 เรื่อง คือ 1. เก็บภาษีนำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าเหมือนเดิม 2. ห้ามโฆษณาขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า และ 3. ตั้งกองทุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ที่มีรูปแบบเหมือนกองทุนของ สสส.

อาจารย์เดชากล่าวว่า ทั้ง 3 เรื่องนี้ทำมาตั้งแต่ปี 2543 หรือสมัย “ทักษิณ ชินวัตร” เข้ามาครั้งแรก เพราะว่าตอนนั้นพรรคไทยรักไทยกำลังหาเสียงว่าจะช่วยเหลือเกษตรกร เขาก็ส่งนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ มาคุยกับพวกเรา แล้วขอให้ช่วยร่างนโยบายเกษตรให้ด้วย เนื่องจากพรรคไทยรักไทยต้องการนโยบายเกษตรที่แก้ปัญหาได้จริง

“ผมถามว่าเอาจริงเหรอ เขาก็บอกว่าเอาจริง เราก็ร่างให้เลย คุณประพัฒน์ก็ถามว่าใช้ได้จริงเหรอ ก็บอกว่าจริงสิ ไปดูไหมล่ะ ชาวนาที่ทำแล้วได้ผล เขาก็เอาและไปดูที่อีสาน ก็เห็นดีจริง คุณประพัฒน์ก็เอา พอประชุมพรรคไทยรักไทยที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขาเชิญผมขึ้นเวทีให้พูดเรื่องนโยบายเกษตร พอพูดเสร็จเขาชวนเข้าพรรคเลย แต่ปฏิเสธไป เพราะจะเสียจุดยืน”

อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล คุณประพัฒน์ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯ เขาก็เห็นด้วยกับข้อเสนอขอเรา คือห้ามโฆษณา เก็บภาษีนำเข้า และตั้งกองทุนแบบเดียวกับ สสส. โดยคุณประพัฒน์ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อร่างนโยบายและพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เราก็เป็นกรรมการด้วย เมื่อร่างรายละเอียดต่างๆ เสร็จแล้ว ก็เรียกทำประชาพิจารณ์ และเพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงไม่เรียกประชาชนมา แต่เรียกข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ มาทำ โดยให้เถียงกันเต็มที่ สุดท้ายก็ผ่านประชาพิจารณ์

“จากนั้นคุณประพัฒน์จะต้องเอาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่จะเข้าอยู่แล้ว ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯ โดยคุณประพัฒน์ถูกโยกไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากร และเปลี่ยนเป็นคุณเนวิน (นายเนวิน ชิดชอบ) เข้ามาแทน เขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่เราเสนอ ทำให้เรื่องที่เราเสนอถูกทิ้งไป”

ต่อมาสมัยรัฐบาล “พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” ในยุคของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (นายธีระ สูตะบุตร) อาจารย์เดชาเล่าว่า “ผมก็เสนอแบบเดียวกันที่ทำในรัฐบาลก่อน คุณธีระก็เห็นด้วย และตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน และผมเป็นรองประธาน และให้ทำประชาพิจารณ์ก่อนนำเสนอ ครม. แต่ระหว่างทำประชาพิจารณ์มีคนของบริษัทที่เสียผลประโยชน์พาคนมาเดินขบวนหน้าห้องประชุมเพื่อคัดค้านแนวทางที่เราทำ”

อย่างไรก็ตาม การทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมจะนำร่างนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสนอเข้า ครม. แต่ก่อนจะเสนอเข้า ครม. มีกำหนดขั้นตอนว่าต้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาชุดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานก่อน เพื่อสรุปว่าการทำประชาพิจารณ์ผ่านมีรายละเอียดอะไรบ้าง เพื่อมอบหมายให้ประธานคณะกรรมการฯ นำเข้า ครม.

“แต่ปรากฏว่า ประธานฯ มาถึงก็พูดก่อนเลยว่า เสียใจด้วยนะ ที่เราทำมาตั้งหลายเดือนต้องยกเลิกแล้วล่ะ เพราะประชาพิจารณ์ที่เราทำมามีข้อเสนอบางข้อขัดกับนโยบายรัฐบาล คือรัฐบาลชั่วคราวจะไม่ตั้งกองทุน ซึ่งข้อเสนอของเรามีตั้งกองทุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ด้วย จึงขัดนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นเสนอเข้า ครม. ไม่ได้ แต่ทางเราก็บอกว่าทำแบบนี้ได้อย่างไร ทำไมไม่บอกมาก่อนว่าห้ามตั้งกองทุน ถ้าบอกก่อนก็คงไม่ใส่เรื่องตั้งกองทุนเข้ามาด้วย มาหักหลังได้อย่างไร”

อาจารย์เดชาตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วตัดเรื่องกองทุนออกไปให้เหลือเฉพาะส่วนห้ามโฆษณาและเก็บภาษีก็เดินหน้าต่อได้ เพราะผ่านประชาพิจารณ์แล้ว แต่เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้จึงถูกสกัดไม่ได้นำเข้า ครม.

ต่อมา พอเป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจารย์เดชาก็เสนอไปใหม่ ก็มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายห้ามโฆษณาปุ๋ย เก็บภาษีปุ๋ยนำเข้า และตั้งกองทุนเกษตรอินทรีย์ โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เป็นประธาน และอาจารย์เดชาเป็นกรรมการอีกครั้ง

อาจารย์เดชากล่าวว่า เรื่องห้ามโฆษณาปุ๋ย เก็บภาษีนำเข้า และตั้งกองทุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ร่างกฎหมายให้ตายก็ไม่เสร็จสักที จนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไปแล้วก็ไม่เสร็จ เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” คณะกรรมการฯ ชุดนี้ก็ยังอยู่ แต่ไม่มีประชุมอีกเลย

“ปัจจุบันไม่มีประชุมเลย เขาก็จะเลี่ยงไปว่าชาวนาจน ก็เลยเอานโยบายจำนำให้ ใช้เงินเป็นแสนล้านช่วยอะไรไม่ได้หรอก ถ้าช่วยได้ก็ช่วยได้ไปนานแล้ว ถามว่าจำนำเป็นครั้งที่เท่าไรของประเทศไทย โรงสีที่ผมอยู่นี่จำนำจนเบื่อ ตอนนี้ก็จำนำอยู่ โรงสีชอบ เพราะจำนำก็ได้ค่าฝากและสีข้าว จะสีขายกี่รอบก็ได้ ได้เงินมากินสบายแล้ว รัฐจะเอาเมื่อไรก็ไปซื้อข้าวแย่ๆ มาขายคืน ดีไม่ดีไม่มีข้าวเลย เงินจะไปรั่วอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ชาวนาได้เงินไม่กี่บาท”

อาจารย์เดชายังเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองเพิ่มเติมอีกว่า “ครั้งหนึ่งตอนนั้นปี 2539 คุณบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา) เล่นการเมืองเป็นครั้งแรก ได้ขอให้พี่ชายผมวางแผนให้ เพราะพี่ชายผมเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คุณบรรหารต้องการได้คะแนนที่ 1 ของประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนสุพรรณมีไม่ถึงล้านคน น้อยกว่าคนอีสาน และคนสุพรรณไม่ค่อยลงคะแนนไม่เหมือนคนอีสาน แต่สุดท้ายคุณบรรหารชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเป็นที่ 1 ของประเทศไทย และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ”

อาจารย์เล่าต่อว่า “สาเหตุที่พี่ชายไปช่วยการเลือกตั้งเพราะคุณบรรหารบอกว่าจะช่วยชาวนา ดังนั้น เมื่อคุณบรรหารได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทางพี่ชายก็เสนอวิธีจะช่วยชาวนา ซึ่งในตอนนั้นปุ๋ยมีราคาแพง เพราะปี 2519 ยังไม่ลดภาษีนำเข้า จึงเสนอว่าให้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ไปต่อรองให้บริษัทปุ๋ยลดราคาปุ๋ย และคิดกำไรแต่พอสมควร จะได้ทำให้ชาวนารู้ต้นทุน แต่บริษัทปุ๋ยฮั้วกันไม่ยอมลดราคา”

จากนั้นพี่ชายก็เสนอใหม่ว่า ขอให้ช่วยชาวนาแบบตรงๆ ก็คือ เลือกเฉพาะกลุ่มชาวนา หากเป็นรายเดียวไม่เอา แล้วให้ชาวนาแต่ละกลุ่มเสนอมาว่า ฤดูกาลนี้จะใช้ปุ๋ยเท่าไร ปุ๋ยชนิดอะไร แล้วให้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ สั่งซื้อปุ๋ยเข้ามาตามอัตรานั้น แล้วคิดราคาทุน คือลงทุนเท่าไรก็ขายให้ชาวนาในราคาทุน รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินเลย เพราะเมื่อรัฐบาลสั่งซื้อปุ๋ยมาราคาทุนก็ขายให้ชาวนาราคาทุน วิธีการนี้รับรองชาวนาจะได้ปุ๋ยราคาถูกและคุณภาพดี

“คุณบรรหารชอบใจแนวทางที่พี่ชายเสนอ เพราะจะได้เสียงจากชาวนา โดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนสักบาท ก็อนุมัติ ทางพี่ชายก็ส่งข้อมูลความต้องการใช้ปุ๋ยของกลุ่มชาวนาแถวบ้านไปด้วย แต่รอแล้วรออีกก็ไม่เห็นปุ๋ยมาส่งสักที จนถึงเวลาจะใช้ปุ๋ยแล้วก็ยังไม่มา ไปสอบถามก็บอกว่ารอไปก่อนกำลังจะมาแล้ว แต่เราเป็นพ่อค้าก็รู้ว่าช้าแบบนี้ไม่ธรรมดา จึงไปสืบทางลับ ปรากฏว่ามีการซื้อปุ๋ยมาแล้ว และขายเอาเงินเข้ากระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ชาวนาไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำให้พี่ชายถอนตัวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีก”

อาจารย์เดชาสรุปสั้นๆ จากประสบการณ์ทำงานกับนักการเมืองว่า นักการเมือง “คบไม่ได้” และตั้งข้อสังเกตว่า ทุกรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะมีตัวแทนของบริษัทเอกชนที่มีเอี่ยวเรื่องนี้เข้าไปแทรกซึมนั่งอยู่ในทุกรัฐบาล

-4- 

แนวคิดและการทำงานของอาจารย์ “เดชา ศิริภัทร” ภายใต้ “มูลนิธิข้าวขวัญ” และ “โรงเรียนชาวนา” กลายเป็นแหล่งพัฒนาพันธุ์ข้าวและสร้างชาวนาที่มีคุณภาพ ซึ่งน่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งที่ปัญหาชาวนาก็คือปัญหาของประเทศ ถ้าสิ้นนาก็สิ้นชาติได้

แต่การแก้ปัญหาในระดับจังหวัดกำลังจะเป็นความหวังใหม่ของอาจารย์เดชา โดยขณะนี้คนสุพรรณบุรีเริ่ม “ตระหนัก” ถึงปัญหาชาวนา ปัญหาข้าวไม่มีคุณภาพ จึงจัดทำ “โครงการข้าวจังหวัด” คือ คนสุพรรณร่วมมือกันเพื่อสร้างพันธุ์ข้าวจังหวัดสุพรรณโดยเฉพาะ ซึ่งมีความคิดหลักๆ คือ ข้าวที่ปลูกที่สุพรรณ สีที่สุพรรณ และคนสุพรรณประมาณ 8 แสนคนจะกินเองให้หมดก่อน เหลือแล้วถึงจะส่งไปขาย

“ที่นี่เราแก้ปัญหาด้วยการทำระดับจังหวัด เอาแค่จังหวัดรอดก่อน ซึ่งจังหวัดเรามีโครงการข้าวจังหวัด ถ้าทำสำเร็จคนสุพรรณจะรอด”

อาจารย์เดชาบอกว่า คนสุพรรณปลูกข้าวแต่ละปีได้ผลผลิตเกือบ 2 ล้านตัน เพราะฉะนั้น มีข้าวให้บริโภคในจังหวัดและเหลือขายอยู่แล้ว ตอนนี้คนสุพรรณประมาณ 8 แสนคนขายข้าวออกต่างจังหวัดไปหมด ทั้งข้าวเปลือก ข้าวสาร ส่วนใหญ่ขายไปกรุงเทพฯ เขาก็เอาไปส่งออก เอาไปขายเป็นข้าวถุงบ้าง เสร็จแล้วคนสุพรรณก็ซื้อข้าวถุงที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ กิน วิธีนี้ทำให้คนสุพรรณเสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะขายข้าวถูกแต่ไปซื้อข้าวแพงกิน แถมคุณภาพก็ไม่ดี และไม่รู้ว่าแหล่งผลิตมาจากไหน วิธีการผลิตเป็นอย่างไร ซึ่งอันตราย

“เพราะฉะนั้น ถ้าปลูกข้าวที่สุพรรณ สีข้าวที่สุพรรณ และกินที่สุพรรณ เมื่อเหลือจากนั้นค่อยส่งไปขาย แบบนี้คนสุพรรณจะรอด และจะได้กินข้าวดี ราคาถูก ปลอดภัย เพราะรู้แหล่งที่มา และเงินก็หมุนเวียนอยู่ในจังหวัด ที่เหลือถึงจะขายออกข้างนอกไป แต่ถ้าขายข้าวออกไปหมด แล้วไปซื้อข้าวข้างนอกมากิน คนสุพรรณจะไม่รอด”

ทั้งนี้ ที่มาที่ไปของโครงการข้าวจังหวัดนั้น อาจารย์เดชาเล่าว่ามูลนิธิข้าวขวัญถูกชักชวนเข้าไปร่วมตอนปี 2543 แต่โครงการนี้ริเริ่มทำมาก่อนนานแล้ว จำไม่ได้ว่าเขาเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร ผู้ริเริ่มคิดโครงการนี้ขึ้นมาคือ “สภาอุตสาหกรรมจังหวัด” ผู้ที่ผลักดันคือ “สมาคมโรงสีจังหวัดสุพรรณ” ซึ่งอยู่ใต้ร่มของสภาอุตสาหกรรมจังหวัด

โดยสมาคมโรงสีฯ ผลักดันให้มีข้าวจังหวัดเนื่องจากต้องการให้คนสุพรรณได้กินข้าวสุพรรณ โรงสีจะได้ขายข้าวถุง และจะได้กำไรมากกว่าแค่รับจ้างสีข้าวส่งไปกรุงเทพฯ ซึ่งถูกกดราคา แต่โครงการนี้ทำมานานแล้วไม่สำเร็จเนื่องจากพันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวนาปรัง ซึ่งมีคุณลักษณะหอม นิ่ม แต่แฉะ หรือไม่ก็แข็ง กระด้าง ไม่อร่อย ทำให้ผู้บริโภคไม่ซื้อกิน แม้แต่ชาวนาที่ปลูกข้าวเองก็ไม่กินเหมือนกัน เพราะไม่อร่อย และมีสารเคมีด้วย

“โครงการข้าวสุพรรณไม่สำเร็จ คนสุพรรณไม่กินข้าวแบบนั้น เพราะวัฒนธรรมการกินข้าวของชาวบ้านคือตักแกงราดข้าวแล้วคลุกกิน หรือไม่ก็คลุกข้าวกับน้ำพริก ดังนั้น ถ้าเป็นข้าวแฉะคลุกกับข้าวแล้วเละ ไม่อร่อย หรือถ้าแข็งไปก็กระด้างเป็นหิน ชาวบ้านก็ไม่กิน จึงต้องหาพันธุ์ข้าวที่ถูกจริตคนสุพรรณ ก็คือต้องเป็นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเท่านั้น”

แต่ปัญหาคือ ชาวนาไม่ปลูกข้าวพื้นบ้านที่ผู้บริโภคอยากได้ เพราะปลูกได้ปีละครั้งเดียว ให้ผลผลิตได้ 40 ถัง และต้นข้าวสูง ปัญหาที่ว่านี้ไม่มีใครทำได้ เพราะโรงสีก็ทำไม่ได้ กรมการข้าวก็ทำไม่ได้ จนกระทั่งสภาอุตสาหกรรมมาเชิญมูลนิธิฯ ไปร่วม เพราะรู้ว่ามูลนิธิข้าวขวัญมีพันธุ์ข้าว

อาจารย์เดชากล่าวว่า ที่มูลนิธิข้าวขวัญมีพันธุ์ข้าวที่ปรับปรุงแล้ว สามารถให้ผลผลิตเป็น 100 ถัง โดยไม่ต้องใช้ยาหรือสารเคมี และอร่อยเหมือนเดิม ทำให้ผู้บริโภคอยากได้ ชาวนาก็อยากปลูก แต่ปัญหาคือยังไม่มีคนซื้อ

“หลังได้ฟังคุณสมบัติของพันธุ์ข้าวที่เรามี โรงสีก็บอกว่า ถ้าแบบนี้เขาจะเข้ามาทำและซื้อไว้เอง จึงเริ่มทดลองคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ปรับปรุงแล้ว เพื่อใช้เป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ปลูกในสุพรรณ สีในสุพรรณ และคนสุพรรณกินเอง เมื่อเหลือจึงขายออกไป”

ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวของมูลนิธิข้าวขวัญ

ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวของมูลนิธิข้าวขวัญ

วิธีคัดเลือกพันธุ์ข้าว เริ่มจากเอาพันธุ์ข้าวลูกผสมที่มูลนิธิข้าวขวัญมีอยู่ 280 ตัวอย่าง หรือ 280 สายพันธุ์ แต่ไม่รู้ว่าชาวนาจะชอบแบบไหน จึงทดลองเอาไปปลูกในนาชาวบ้าน พอข้าวออกรวงก็ให้ชาวนาไปเลือกดูว่าต้นข้าวสูงขนาดไหน เมล็ดข้าวเป็นอย่างไร ผลผลิตได้เท่าไร ต้นข้าวแตกกอหรือไม่ เป็นโรคแมลงหรือไม่

เมื่อชาวนาเดินดูแล้วสามารถเลือกพันธุ์ข้าวได้ตามที่ชอบ แต่มีเงื่อนไขว่า จาก 280 ตัวอย่าง ให้เลือกได้ไม่เกิน 15 ตัวอย่าง เนื่องจากพันธุ์ข้าวมีจำนวนมาก ต้องเลือกที่ชอบจริงๆ เมื่อเลือกได้แล้วก็นำกลับไปปลูกที่หมู่บ้านตัวเอง

อาจารย์เดชากล่าวต่อว่า อย่างหมู่บ้านอู่ทอง เลือกไป 15 ตัวอย่าง แล้วไปปลูกใน 60 แปลง ตัวอย่างละ 4 แปลง ปลูกแบบวิจัย คือปลูกสลับกันจะได้ไม่ได้เปรียบกัน และปลูกโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ห้ามฉีดยาฆ่าแมลง เมื่อถึงเวลาเกี่ยวก็เอาผลผลิตมาเฉลี่ยดูว่าได้ผลผลิตเท่าไร เป็นโรคกี่เปอร์เซ็นต์ ความสูงเท่าไร ล้มหรือไม่ล้ม การปลูกแบบนี้จะเห็นภาพชัด ว่าพันธุ์ข้าวที่คัดเลือกมาทั้งหมดเป็นอย่างไร

“หมู่บ้านอู่ทองเลือกไป 15 ตัวอย่าง ปลูกแบบปล่อยให้เพลี้ยกิน สู้กันเลยนะ ไม่ต้องช่วย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ปรากฏว่าเหลือพันธุ์ข้าวที่ผ่านการคัดเลือก 4 ตัวอย่าง จาก 15 ตัวอย่าง แสดงว่าที่เหลือ 4 ตัวอย่าง ชาวบ้านเอาแน่ ปลูกอย่างไรก็ได้กิน”

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ที่อำเภอเมืองซึ่งเลือกพันธุ์ข้าวไป 15 ตัวอย่าง และทำวิธีเดียวกันกับหมู่บ้านอู่ทอง คัดเลือกแล้วเหลือ 6 ตัวอย่าง เพราะฉะนั้น สรุปได้ว่า จากพันธุ์ข้าว 30 ตัวอย่าง ผ่านการคัดเลือกเหลือ 10 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ชาวนาเลือกปลูกแน่นอน

แต่ผู้บริโภคจะกินหรือไม่ ถ้าผู้บริโภคไม่กินก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นจึงมีการทดลองต่อด้วยการนำข้าว 10 ตัวอย่าง มาหุงให้ผู้บริโภคกินเป็นร้อยคน แล้วจดบันทึกใส่กระดาษว่าข้าวแต่ละตัวอย่างกินแล้วหอมไหม อร่อยไหม และจะซื้อไหม เพื่อเปรียบเทียบแล้วเลือกที่ดีที่สุด ปรากฏว่าเหลือ 5 ตัวอย่าง

“จริงๆ แล้วพันธุ์ข้าว 280 ตัวอย่าง ก็ผ่านการชิมมาแล้วเหมือนกัน โดยผมชิมเอง ซึ่งเลือกมาจากหลายๆ ตัวอย่างที่ทดลองไว้ แต่เลือกที่ดีกว่า มีให้เลือกเยอะมาก ก็เอาแค่ครึ่งเดียวพอ”

จากนั้นก็นำ 5 ตัวอย่างที่ผ่านการคัดเลือกไปให้โรงสีคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง โรงสีจะเลือกที่ต้นเยอะ คือ เป็นข้าวเปลือกแล้วได้ข้าวกล้อง 75% ขึ้นไป หรือได้เนื้อเยอะ เพราะจากข้าวกล้องจะเป็นข้าวสารได้เยอะด้วย และข้าวสารจะได้ราคามากที่สุด

อาจารย์เดชากล่าวว่า จากพันธุ์ข้าว 5 ตัวอย่าง โรงสีเลือกไว้ 3 ตัวอย่าง เพราะฉะนั้น จากพันธุ์ข้าว 280 ตัวอย่าง สุดท้ายเหลือ 3 ตัวอย่าง ซึ่งได้แก่ 1. พันธุ์ข้าวเหลืองอ่อน 2. พันธุ์ข้าวขาวตาเคลือบ และ 3. พันธุ์ข้าวเจ๊กเชยเบา ทั้ง 3 พันธุ์นี้ได้ประกาศเป็นข้าวจังหวัดแล้ว ภายใต้ชื่อ “ขวัญสุพรรณ”

เพราะฉะนั้น พันธุ์ข้าวเฉพาะของจังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้ยี่ห้อหรือตราขวัญสุพรรณ คือ ขวัญสุพรรณเหลืองอ่อน ขวัญสุพรรณขาวตาเคลือบ และขวัญสุพรรณเจ๊กเชยเบา

อาจารย์เดชาบอกว่า ก่อนจะได้ชื่อขวัญสุพรรณ ได้ให้คนในสุพรรณช่วยกันตั้งชื่อเป็นสิบๆ ชื่อ แล้วให้ซินแสที่มีคนนับถือมากเป็นผู้เลือกว่าชื่อไหนดี เหมาะกับโฉลกของสุพรรณ ทำแล้วรุ่งเรื่อง ร่ำรวย ยั่งยืน มีความสุข ซึ่งซินแสฟันธงมา 2 ชื่อ คือ ขวัญสุพรรณกับอีกชื่อหนึ่ง แต่พอไปจดชื่อที่กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่า อีกชื่อหนึ่งมีคนใช้ไปแล้ว จึงเหลือชื่อเดียวคือขวัญสุพรรณ แต่ก็ดี เพราะเป็นชื่อจังหวัดด้วย

ตอนนี้ ข้าวทั้ง 3 พันธุ์ ภายใต้ยี่ห้อหรือตราขวัญสุพรรณ โรงสีต้องการทันที 400 ตัน แต่ปีแรกเรามีเมล็ดพันธุ์ปลูกได้แค่ 150 ไร่ และเป็นพันธุ์ขาวตาเคลือบ ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 1.6 ล้านบาท ในการซื้อข้าวมาแปรรูปเป็นข้าวถุง จึงมีการรวมระดมทุนออกหุ้นขายให้โรงสี ผู้บริโภค องค์กรต่างๆ ในสุพรรณ โดยระดมเงินขายหุ้น 100 หุ้น หุ้นละ 16,000 บาท

“ผมก็ถือไว้ 5 หุ้น จากการขายหุ้นระดมทุนได้เงิน 1 ล้าน 6 แสนบาท ก็ให้ชาวนาไปปลูก 150 ไร่ นี่กำลังปลูกอยู่ เดือนสิงหาคมนี้จะเกี่ยวได้ ก็จะเอามาสีใส่ถุงขายคนสุพรรณ แล้วเอาเงินมาแบ่งตามหุ้น ฤดูหน้าก็จะขยาย เพาะเมล็ดพันธุ์ให้มากขึ้น อาจขยายเป็นพันไร่ ปีถัดไปเป็นหมื่นไร่ เพราะมีเมล็ดพันธุ์มากขึ้น”

อาจารย์เดชาเล่าว่า ชาวนาที่ปลูกข้าว 3 พันธุ์ ภายใต้ยี่ห้อหรือตราขวัญสุพรรณจะได้สิทธิพิเศษ คือ โรงสีจะรับซื้อตันละ 16,000 บาท สูงกว่าราคาที่รัฐบาลรับจำนำตันละ 15,000 บาท และโรงสีจะจ่ายมัดจำให้อีก 2% คือ ถ้าใครปลูกข้าว 3 พันธุ์นั้น จะให้เงินมัดจำจ่ายไปก่อน 2% ของ 16,000 เพื่อรับประกันว่าโรงสีรับซื้อข้าวที่ปลูกแน่นอน

ทั้งนี้ ข้าวที่โรงสีจะรับซื้อมีเงื่อนไขว่า ให้ใช้ยาฆ่าหญ้ายาคุมหญ้าได้แค่ 7 วันแรก เพราะไม่มีคนดำนา ต้องใช้วิธีหว่าน จึงจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าหญ้า จากนั้นห้ามใช้เคมีทุกชนิด ใส่ได้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ใช้ยาฆ่าหญ้า 7 วัน ไม่น่ามีปัญหาสารตกค้าง เพราะใช้ 7 วัน กว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตสารเคมีก็ถูกชะล้างหมดแล้ว

“จะขายข้าวกิโลละประมาณ 40 กว่าบาท ไม่เกิน 50 บาท เพราะต้นทุนการผลิตประเมินไว้อยู่ที่ 30 กว่าบาท แต่มั่นใจว่าผู้บริโภคกินอยู่แล้ว เพราะปลอดภัยแน่ อร่อยแน่ ไม่มีที่ไหน คือ หายาก เพราะเป็นข้าวพื้นบ้าน จะหอม ซึ่งข้าวเจ๊กเชยเบาและข้าวขาวตาเคลือบจะหอม หุงแล้วขึ้นหม้อ แต่ไม่นุ่ม ส่วนข้าวเหลืองอ่อนไม่หอม ถ้าใครจะกินหอมก็เลือก 2 พันธ์แรก”

อาจารย์เดชาบอกด้วยความมั่นใจว่า โครงการแบบนี้ คนสุพรรณทั้งผู้บริโภค โรงสี และชาวนา จะรอดอยู่ได้ และเมื่อการทำนาโดยไม่ใช้ปุ๋ยใช้ยาเคมี ได้รับความร่วมมือจากโรงสีกับชาวนาแล้วทุกอย่างก็ง่ายขึ้น

ถ้าโครงการนี้สำเร็จจะใช้เป็น “ต้นแบบ” การผลิตข้าวเพื่อขยายแนวคิดไปชักชวนจังหวัดใกล้เคียงด้วย เช่น จังหวัดพิจิตร ซึ่งปลูกข้าวเยอะมาก โดยจะให้พันธุ์ข้าวที่มูลนิธิข้าวขวัญมีอยู่ 280 สายพันธุ์ ให้ชาวนาที่จังหวัดพิจิตรเลือกแบบที่ชาวนาสุพรรณเลือก ชอบแบบไหนก็เลือกไปเลย จะเป็นพันธุ์เหมือนที่สุพรรณก็ได้ แล้วนำไปปลูกเป็นข้าวของจังหวัดพิจิตร คือไปทำเป็นยี่ห้อหรือตราจังหวัดพิจิตรได้เลย

“แต่ถ้าต้องการผสมพันธุ์ข้าวที่เขาชอบ เช่น นำพันธุ์ข้าวขาวกอเดียวมาผสมเป็นพันธ์เตี้ยแบบเรา ก็สอนให้ แต่ต้องใช้เวลา 10 ปีกว่าจะได้พันธุ์ข้าวมา ดังนั้นระหว่าง 10 ปีนี้ จะไปรอให้เสียเวลาทำไม ก็ใช้พันธุ์ข้าวเราไปก่อน เราไม่หวง”

เพราะฉะนั้น เดือนสิงหาคมนี้จะเป็นครั้งแรกที่คนสุพรรณมีข้าวจังหวัดที่กินอร่อย สะอาด ปลอดภัย ถูกจริตคนสุพรรณ ภายใต้ชื่อ “ขวัญสุพรรณ” ซึ่งปลูกที่สุพรรณ สีที่สุพรรณ และขายที่สุพรรณก่อน เหลือถึงจะส่งไปขายที่อื่น

กว่าจะได้ “เมล็ดพันธุ์ข้าว”

มูลนิธิข้าวขวัญ มีชื่อเสียงเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยเฉพาะการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ให้ผลผลิตและคุณภาพดีกว่าเดิม แต่กว่าจะได้เมล็ดข้าวพันธุ์ดีๆ มาเพาะปลูกต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี

อาจารย์เดชาเล่ากระบวนการพัฒนาพันธุ์ข้าวว่า ที่มูลนิธิข้าวขวัญทำมาเป็น 10 ปี และจริงๆ มีมากพันธุ์กว่า 280 สายพันธุ์ เราผสมพันธุ์ขึ้นมาเอง โดยคัดเอาเฉพาะข้อดีของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกับข้อดีของพันธุ์ข้าวสมัยใหม่มาผสมรวมกัน

ทั้งนี้ พันธุ์ข้าวพื้นบ้านมีคุณสมบัติที่ดี คือ อร่อย ทนโรค ไม่ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ส่วนข้าวต้นเตี้ยเป็นนาปรัง ได้ผลผลิตเป็น 100 ถัง คือคุณสมบัติข้าวพันธุ์สมัยใหม่

“เราก็เอา 2 อย่างมารวมกัน เพราะฉะนั้น ข้าวที่เราผสมจะได้ทุกอย่างเลย คือ อร่อย ทนโรค ปุ๋ยยาไม่ต้องใช้ แต่ได้ผลผลิต 100 ถัง ต้นเตี้ย และปลูกได้ทั้งปี มีครบทุกอย่าง”

แต่กว่าจะพัฒนาได้พันธุ์ข้าวใหม่ อาจารย์เดชาบอกว่า ต้องเริ่มตั้งแต่ฤดูแรกที่ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวมาเมล็ดหนึ่ง ก็หมดไปฤดูหนึ่ง แล้วเอาเมล็ดเดียวนั้นมาปลูก ก็ได้กอหนึ่งมี 2,000 – 3,000 เมล็ด ก็หมดไปอีกฤดูหนึ่ง เป็นฤดูที่สอง ต่อมาฤดูที่สามก็เอาเมล็ด 2,000 – 3,000 เมล็ด ไปปลูกทุกเมล็ด แล้วไปเลือกเอาต้นที่ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่เป็นโรค และดี พอเลือกได้แล้วฤดูที่สี่ก็เอาไปปลูกแบบนั้นอีก แล้วคัดให้ได้แบบนั้นอีกในฤดูที่ห้า หก เจ็ด แปด เก้า

“ฤดูที่เก้าถึงจะเป็นพันธ์แท้ ซึ่งจะกระจายเป็นหลายร้อยสายพันธ์จากพ่อแม่เดียวกัน ระหว่างนั้นก็ทดลองว่า ผลผลิตได้ไหม ต้นสูงได้ไหม กินอร่อยไหม แล้วคัดทิ้งอีกประมาณ 80% เหลือจากนั้นถึงจะเอาไปให้ชาวบ้านทดลอง อย่างพันธุ์เหลืองอ่อนเหลือประมาณ 80 สายพันธุ์ จากหลายร้อยพันธุ์”

อาจารย์เดชาอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่มูลนิธิข้าวขวัญมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หลายคู่ แค่พ่อแม่เดียวกันหรือคู่เดียวก็สามารถมีลูกออกมาเป็น 80 สายพันธุ์ หรือ ถ้ามีพ่อแม่ 3 คู่ ก็มีลูกสายพันธุ์ใหม่เป็น 100 สายพันธุ์ คราวนี้แต่ละฤดูก็กลายไปอีก ตัวอย่างเช่น ปลูก 100 เม็ด พันธุ์ที่กลายไปอาจดีกว่าพันธุ์พ่อแม่ก็มี ก็เลือกพันธุ์ที่ดีไปปลูกก็จะกระจายไปอีก ทำให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ชาวบ้านเลือกได้ตามที่ชอบ

“เทคนิคพวกนี้ไม่ยาก แต่ที่ยากคือต้องมีส่วนร่วม ทำอย่างไรให้คนมีส่วนร่วมเข้ามาตัดสิน ไม่ใช่ได้พันธุ์ข้าวมาแล้วแต่ไม่มีใครไปยุ่งกับมัน ก็เท่านั้น”

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s